ข้อความต้นฉบับในหน้า
[๔๔] “นโม หิ ตสฺส ภควโต
คาด อภาส,
เตนาย อคฺคปดูเตน
สายบุคคล สิริมโต
อตฺคธมโม สุเทสิโต ติ
ตตฺถ นโมติ นมกาโร ที่ติ นิปาตมาด, คสชาติ โย โส ควา
สมที่สปารมีโย ปูเรตวา สพฺพกิเลเส ภญชิตวา อนุตตร์ สมมาสมโพธิ์ อภิสัมพุทโธ,
สายราชสฺส ปุตโตติ สายปุตโต, อนุญญสาธารณาย ปุญญสมบัตติยา จ สม
ภาวิโต อุตตมาย รูปกายสิริยา ธมุมกายสิริยา จ สมุนนาคตตตา สิริมา ค ส
ภควโต สกยปุตฺตสฺส สิริมโต นโม อตฺถุ, ต์ นมามิติ อตฺโถ, เคนาติ เป็น
นมามีติ อตฺโถ.
แปลว่า : ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะชื่นชม
พระบรมศาสดาได้กล่าวคาถาว่า
“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคศากยบุตร ผู้มี
พระสิริพระองค์นั้น พระองค์ผู้ถึงแล้วซึ่งธรรมอันสูงสุด ได้
ทรงแสดงอัครธรรม นี้ไว้ด้วยดี ดังนี้ ฯ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นโม ได้แก่ ทำการ
นอบน้อม บทว่า หึ เป็นเพียงนิบาต บทว่า ตสฺส ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นใด ทรงบำเพ็ญบารมีมาครบ
๓๐ ทัศ ทรงหักกิเลสทั้งปวง แล้วตรัสรู้พระอนุตตรสัมมา
สัมโพธิญาณ ชื่อว่าเป็นศากยบุตร เพราะเป็นบุตรของ
พระเจ้าศากยะ ทรงเจริญแล้วด้วยบุญสมบัติ อันไม่
สาธารณ์ทั่วไปแก่สัตว์อื่นและชื่อว่า ผู้มีพระสิริ เพราะ
ประกอบไปด้วยสิริคือ พระรูปกาย และสิริคือ ธรรมกายอัน
สูงสุด ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็น
ศากยบุตรผู้มีพระสิริพระองค์นั้น ความว่า ข้าพเจ้าขอนอบ
น้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ฯ
ขยายความ : คาถานี้เป็นการกล่าวของท่านพระเมตตชิเถระ
หลังจากที่ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ได้กล่าว
แสดงความนอบน้อมชมเชยพระสิริคือความงดงามของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นพระคุณลักษณะประการอนึ่งใน
ภคธรรม 5 ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้าดังที่ท่านกล่าว
ไว้ในอรรถกถาสมันตปาสาทิกาเป็นต้นว่า “อนึ่ง เพราะ ภค
ศัพท์ ย่อมเป็นไปในธรรม 5 ประการ คือ ความเป็นใหญ่
ธรรม ยศ สิริ กามะ และความเพียร”
พระสิริของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมี ๒ ประการ คือ
สิริคือความงดงามของพระรูปกายอันยอดเยี่ยม
ด.
หาผู้เปรียบปานมิได้ เพราะประกอบไปด้วยมหาปุริสลักษณะ
๓๒ ประการ และอนุพยัญชนะคือลักษณะพิเศษแห่งอวัยวะ
ส่วนย่อยๆ อีก ๘๐ ประการเป็นต้น อันเกิดแต่การสั่งสม
บุญบารมีมาอย่างบริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นที่ดึงดูดนัยนาคือ
ดวงตา (ตาเนื้อ) ของชาวโลกผู้เป็นรูปปมาณิกา เลื่อมใสใน
พระรูปกายของพระองค์ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถา
สมันตปาสาทิกาเป็นต้นว่า
“พระสิริแห่งพระอังคาพยพ(อวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน
บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง สามารถยังความเลื่อมใสแห่ง
ดวงตาและดวงใจของชนผู้ขวนขวายในการดูพระรูปกายให้
บังเกิด”
๒. สิริคือความงดงามของพระธรรมกายอันสูงสุด
ที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีกล่าวไว้ว่า ประดุจรูป
พระพุทธปฏิมากร เกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนกระจกคันฉ่อง
ส่องหน้า มีพระรัศมีสว่างไสวหาประมาณมิได้ งามยิ่งนักหา
ผู้เสมอเหมือนได้ยาก และทรงไว้ซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๓๒
ประการเป็นต้นเหมือนพระรูปกาย แต่ทรงไว้ซึ่งพระคุณา
นุภาพภายในอันไม่สาธารณ์ทั่วไปแด่พระธรรมกายของ
พระปัจเจกพุทธะและพระสาวกพุทธะทั้งหลาย มี
พระทศพลญาณเป็นต้น อันพระอริยสาวกจะพึงเห็นได้ด้วย
ปัญญาจักษุเท่านั้น ที่ตนแทงตลอดด้วยอริยมรรค เมื่อเห็น
แล้วย่อมเป็นผู้มีความเลื่อมใสอันไม่คลอนแคลน อันเป็น
ความเลื่อมใสที่แท้จริง
กัลยาณมิตร ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ | ๔๗