ข้อความต้นฉบับในหน้า
แล้วนอนกระสับกระส่ายอยู่ด้วยพิษแห่งความป่วยไข้
ฝ่ายว่าอนาถบิณฑิกเศรษฐี ซึ่งออกจากเคหาแต่เช้า
เพื่อไปช่วยงานการบำเพ็ญกุศลของอุบาสกคนหนึ่ง
พอได้ทราบว่าธิดาสุดที่รักเจ็บป่วยขึ้นกะทันหันเช่นนั้น
ก็รีบลาอุบาสกเจ้าภาพงาน ด่วนกลับมายังบ้านของ
ตนแล้วก็ขึ้นไปบนเรือนชั้นบนที่อยู่ของธิดาน้อยด้วย
ความห่วงใย เห็นเจ้านอนกระสับกระส่ายอยู่ จึงเข้าไป
นั่งใกล้ๆ แล้วไต่ถามอาการ
หรือ?"
“ดูกรลูกรัก! เจ้าป่วยไข้ไม่สบายเป็นอะไรไป
“ไม่เป็นอะไรดอก พ่อน้องชาย! เรามี
ทุกขเวทนาแต่เพียงกาย แต่ใจเรานั้นไม่ค่อยจะมีทุกข์
เท่าใด" สุมนาเทวีตอบบิดาด้วยความยากลำบาก
เพราะอำนาจแห่งความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน
“ตั้งสติไว้ให้ดีๆ เถิดลูกรัก! นี่บิดาของเจ้า
อนาถบิณฑิกเศรษฐีบิดาของเจ้าอย่างไรเล่า ไม่ใช่
น้องชายอะไรของเจ้าดอก จำไม่ได้หรือ?
“จำได้...พ่อน้องชาย! ขอขอบใจพ่อน้องชาย
AL
ที่มีน้าใจห่วงใยและอุตส่าห์มาเยี่ยมเรา"
"อโห...ลูกรักเอ๋ย! ทำไมเจ้าจึงเป็นอย่างนี้
เจ้าก็เป็นคนดี แสนประเสริฐบริสุทธิ์ ทุกสิ่งทุกอย่าง
เวรกรรมอะไร จึงบันดาลให้เจ้าเป็นอย่างนี้ แม้แต่บิดา
เจ้าก็ยังไม่ได้ พร่ำเพ้อไปว่าเป็นน้องชาย ก็น้องชาย
ของเจ้ามีที่ไหนเล่า หรือว่าเจ้ากลัวตายจนเกินไป จึง
พ้นเพื่อนหลงใหลไป" ท่านเศรษฐีใหญ่รำพึงรำพันออก
มาด้วยความสงสารธิดาน้อยอย่างสุดหัวใจ
"เราไม่กลัวตายดอกพ่อน้องชาย! ต่อไปนี้
เราจักไม่ได้เห็นหน้ากันอีกแล้วพ่อน้องชาย! ขอพ่อ
น้องชายจงค่อยอยู่สุขสบายต่อไปเถิด เราขอลาแล้ว"
คนไข้สาวสกิทาคามีเจ้ากล่าวได้เพียงเท่านี้ ก็สิ้นลม
ปราณถึงแก่ชีพิตักษัย แล้วไปอุปติเกิดเป็นเทพนารีมี
ศักดิ์ยิ่งใหญ่ ได้รูปกายเป้นทิพย์บริสุทธวิเศษโสภา
สถิตเสวยทิพยสมบัติเป็นสุขอยู่บนปราสาทวิมานทอง
แวดล้อมด้วยอัปสรกัญญาซึ่งเป็นเทพบริวาร ณ ดุสิต
สวรรค์แดนสุขาวดีอันเป็นเทวโลกชั้นที่ ๔
ฝ่ายอนาถบิณฑิกเศรษฐี แม้ว่าจะเป็นมหา
อุบาสกทรงคุณวิเศษในพระพุทธศาสนาชั้นโสดาบัน
อริยบุคคล แต่เมื่อเห็นธิดาน้อยหมดลมปราณสิ้นใจ
ไปต่อหน้าก็ให้เศร้าโศกเสียใจนัก จัดการฌาปนกิจศพ
ธิดาสุดที่รัก แล้วก็เดินทางไปเข้าเสาสมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็นั่งนิ่งอยู่มิได้กล่าวคำใด
สมเด็จพระชินสีห์ จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า
“ดูกรอนาถบิณฑิกะ! ท่านมาหาเราตถาคต
วันนี้ มีหน้าตาหม่นหมองไม่ผ่องใส ด้วยความอาลัย
รักในเจ้าสุมนาเทวีซึ่งตายจากเจ้าไปใช่หรือไม่?"
“ใช่ พระเจ้าข้า ความเศร้าโศกเสียใจอันเกิด
จากสุมนาเทวี ปรากฏมีแก่ข้าพระบาทจนไม่สามารถ
ที่จะสลัดหักทิ้งไปได้ในขณะนี้ พระเจ้าข้า”
“ดูกรอนาถบิณฑิกะ! อันว่ามรณธรรมย่อม
ปรากฏมีแก่สรรพสัตว์ทุกถ้วนหน้า ความจริงข้อนี้
ท่านย่อมทราบแก่ใจอยู่ดีแล้วมิใช่หรือ?”
“ใช่ พระเจ้าข้า แต่ว่าข้าพระบาทไม่อาจ
ตัดใจได้ ด้วยเวทนาสงสารเจ้าสุมนาเทวีนั้นมี
มากมายเหลือเกิน ด้วยว่า เจ้าสุมนาเทวีซึ่งเป็นธิดา
ของข้าพระบาทนั้นเป็นคนดีมีศีลธรรม กอปรด้วย
หิริโอตตัปปะ ทุกขณะทุกเวลาก็มีแต่จะบำเพ็ญกุศล
ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ผุดผ่องเหลือประมาณ แต่เมื่อถึง
กาลจะเดินทางไปสู่ปรโลกเจ้ากลับหลงใหลไม่ได้สติ
พร่ำเพ้อไปต่างๆ นานา เรียกข้าพระบาทซึ่งเป็นบิดา
ว่าเป็นน้องชายอยู่คำแล้วคำเล่า ชาพระ
ระพาทนึกถึงลูก
ในข้อนีAAA สงสารนัก
ความโศกได้ พระเจ้าข้า"
สา
จักหักห้าม
เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบบังคมทูลดังนี้
แล้ว สมเด็จประทีปแก้วบรมศาสดา ซึ่งทรง
อาวัชนาการ(รำลึก) ทราบความเป็นไปโดยตลอดแล้ว
จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
“ดูกรอนาถบิณฑิกะ! ขอท่านอย่าได้
โศกเศร้าเสียใจเลย เราตถาคตจักบอกความจริงให้
ท่านได้ทราบ คือว่า สุมนาธิดาน้อยของท่านนั้นหาได้
เป็นปุถุชนคนธรรมดาสามัญ แต่เธอเป็นพระอริย
บุคคลชั้นสกิทาคามีอริยผล ได้บรรลุมรรคผลเบื้องสูง
กว่าตัวท่านซึ่งเป็นเพียงโสดาบัน เจ้าสุมนาเทวีนั้น
ต้องการบอกความจริงข้อนี้แก่ท่านมานาน แต่ก็ไม่
กล้าที่จะบอกได้ด้วยความละอายใจ ในกาลสุดท้าย
Pan มกราคม พ.ศ. ๒๕
๔๗