การมองเห็นความงามในชีวิต วารสารกัลยาณมิตร ปี 2544 ฉบับที่ 1 หน้า 66
หน้าที่ 66 / 108

สรุปเนื้อหา

ไปคล้ายจะเอื้อให้เราเอื้อมใจออกไปถึงสิ่งที่เราปรารถนา แต่เรา” แล้วหันไปมองสีเหลืองของบัวตองที่ทอดไกลมองดู ประหนึ่งจะพาเราเหินหาวพ้นความรานร้าวของชีวิตที่พบ มาและเหมือนกับว่าเทิดเราให้สูงขึ้นจากชีวิตเดิมด้วย กระแสธรรมจากพระธรรมกายที่ไหลมาเลี้ยงใจเราอยู่ไม่ ขาดสายเลยสักนาที เราสองคนพูดกันว่าระเบียงนี้ให้หลายอย่างกับเรา นอกจากจะให้ความรู้สึกดังกล่าวแล้วยังให้ทิวทัศน์สวยงาม ที่ปรับเปลี่ยนไปในแต่ละฤดูกาล เช่นในช่วงฤดูบัวตอง สะพรั่ง เราสองคนมักชวนกันยืนพิงระเบียงมองสีเหลือง ทองที่ทาบทับความเขียวทอดยาวลงไปสู่เบื้องล่างที่เราไม่ เคยไป ณ ที่แห่งนี้ ฤดูกาลนี้เป็นที่เกิดขึ้นของบทเพลงแห่ง ผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นที่ให้เราป้าหลานคุยกันถึงสีสันของ ผ้าสิงคิวรรณที่เป็นดั่งสะพานสีทองพาเราทั้งสองเดินอย่าง ปลอดภัยด

หัวข้อประเด็น

- การมองเห็นความงามในชีวิต

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ไปคล้ายจะเอื้อให้เราเอื้อมใจออกไปถึงสิ่งที่เราปรารถนา แต่เรา” แล้วหันไปมองสีเหลืองของบัวตองที่ทอดไกลมองดู ประหนึ่งจะพาเราเหินหาวพ้นความรานร้าวของชีวิตที่พบ มาและเหมือนกับว่าเทิดเราให้สูงขึ้นจากชีวิตเดิมด้วย กระแสธรรมจากพระธรรมกายที่ไหลมาเลี้ยงใจเราอยู่ไม่ ขาดสายเลยสักนาที เราสองคนพูดกันว่าระเบียงนี้ให้หลายอย่างกับเรา นอกจากจะให้ความรู้สึกดังกล่าวแล้วยังให้ทิวทัศน์สวยงาม ที่ปรับเปลี่ยนไปในแต่ละฤดูกาล เช่นในช่วงฤดูบัวตอง สะพรั่ง เราสองคนมักชวนกันยืนพิงระเบียงมองสีเหลือง ทองที่ทาบทับความเขียวทอดยาวลงไปสู่เบื้องล่างที่เราไม่ เคยไป ณ ที่แห่งนี้ ฤดูกาลนี้เป็นที่เกิดขึ้นของบทเพลงแห่ง ผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นที่ให้เราป้าหลานคุยกันถึงสีสันของ ผ้าสิงคิวรรณที่เป็นดั่งสะพานสีทองพาเราทั้งสองเดินอย่าง ปลอดภัยด้วยวิถีธรรมไปท่ามกลางวิถีโลก เหมือนผ้าสี เหลืองลออของพระสงฆ์ทั้งหลายและของพระเดชพระคุณ หลวงพ่อธัมมชโยของเรา เวลาพูดอย่างนี้ ป่าจะหัวเราะ ชอบใจแล้วบอกว่า “เราสองคนนี่ไม่ดีเลยนะ ชอบพูดดูเอาเอง หลวงพ่อเป็นของคนทั้งโลกมิใช่เป็นแต่พ่อของเราเท่านั้นสัก หน่อย” จำได้ว่าผู้เขียนหันไปกอดป่าแล้วบอกว่า “ก็ตอนนี้มี คล้ายผ้ากาสาวของพระสงฆ์ทั้งปวง คือสีเหลืองที่ช่วงชิง มนุษย์ให้หลุดจากบ่วงทุกข์ทั้งหลาย ในเวลากลางคืนเราไม่เคยกลัวผี หลังจากทำสมาธิ รอบค่ำ (กันเอง) แล้วจะมานั่งคุยกันที่นี่ ตรงนี้ ที่เดิม เฝ้าดู แสงสีของเมืองจากที่ไกล แสงสีที่ค่อยๆ ผุดพรายเดี่ยว เขียวตรงนี้ เดี๋ยวฟ้าตรงโน้น แล้วก็ม่วง เหลือง แดงเป็น หย่อมๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ในท่ามกลางความมืดแสงเหล่านี้ ลูวับวาวประหนึ่งเป็นอัญมณีมีค่าดังที่พระเดชพระคุณหลวง พ่อธัมมชโยเรียกแสงมณีเหล่านี้ว่า “ดาวบนดิน” ซึ่งที่แท้ก็คือ “ดวงไฟฟ้า” ในเมืองที่ค่อยๆ เรื่องสีสว่างขึ้นสวนทางกับ ความมืดของคาคืน ป่ามักถามว่า “อะไรซ่อนอยู่ในแสงไฟเหล่านั้น มัน สวยเหมือนแสงลีหรือไม่?” ซึ่งป้ามักจะตอบเองว่า “ที่แท้ก็ คือกองไฟที่ล่อให้แมลงใหญ่น้อยบินเข้าไปปักหลุดร่อนร้อน ตายนั่นเอง” ว่าแล้วก็พากันคุยว่าโชคดีหนอที่เราอยู่ไกล โชคดีที่ได้ธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวพาให้เราก้าวขึ้นมา มองเห็นแสงไพ่ของโลกได้อย่างมีวินิจฉัยพิจารณา หรือว่า เราเป็นเหมือนเทวดาบนสวรรค์ที่มองมายังโลกอย่างเวทนา Sa -------- มกราคม พ.ศ. wia
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More