ข้อความต้นฉบับในหน้า
ไปคล้ายจะเอื้อให้เราเอื้อมใจออกไปถึงสิ่งที่เราปรารถนา แต่เรา” แล้วหันไปมองสีเหลืองของบัวตองที่ทอดไกลมองดู
ประหนึ่งจะพาเราเหินหาวพ้นความรานร้าวของชีวิตที่พบ
มาและเหมือนกับว่าเทิดเราให้สูงขึ้นจากชีวิตเดิมด้วย
กระแสธรรมจากพระธรรมกายที่ไหลมาเลี้ยงใจเราอยู่ไม่
ขาดสายเลยสักนาที
เราสองคนพูดกันว่าระเบียงนี้ให้หลายอย่างกับเรา
นอกจากจะให้ความรู้สึกดังกล่าวแล้วยังให้ทิวทัศน์สวยงาม
ที่ปรับเปลี่ยนไปในแต่ละฤดูกาล เช่นในช่วงฤดูบัวตอง
สะพรั่ง เราสองคนมักชวนกันยืนพิงระเบียงมองสีเหลือง
ทองที่ทาบทับความเขียวทอดยาวลงไปสู่เบื้องล่างที่เราไม่
เคยไป ณ ที่แห่งนี้ ฤดูกาลนี้เป็นที่เกิดขึ้นของบทเพลงแห่ง
ผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นที่ให้เราป้าหลานคุยกันถึงสีสันของ
ผ้าสิงคิวรรณที่เป็นดั่งสะพานสีทองพาเราทั้งสองเดินอย่าง
ปลอดภัยด้วยวิถีธรรมไปท่ามกลางวิถีโลก เหมือนผ้าสี
เหลืองลออของพระสงฆ์ทั้งหลายและของพระเดชพระคุณ
หลวงพ่อธัมมชโยของเรา เวลาพูดอย่างนี้ ป่าจะหัวเราะ
ชอบใจแล้วบอกว่า “เราสองคนนี่ไม่ดีเลยนะ ชอบพูดดูเอาเอง
หลวงพ่อเป็นของคนทั้งโลกมิใช่เป็นแต่พ่อของเราเท่านั้นสัก
หน่อย” จำได้ว่าผู้เขียนหันไปกอดป่าแล้วบอกว่า “ก็ตอนนี้มี
คล้ายผ้ากาสาวของพระสงฆ์ทั้งปวง คือสีเหลืองที่ช่วงชิง
มนุษย์ให้หลุดจากบ่วงทุกข์ทั้งหลาย
ในเวลากลางคืนเราไม่เคยกลัวผี หลังจากทำสมาธิ
รอบค่ำ (กันเอง) แล้วจะมานั่งคุยกันที่นี่ ตรงนี้ ที่เดิม เฝ้าดู
แสงสีของเมืองจากที่ไกล แสงสีที่ค่อยๆ ผุดพรายเดี่ยว
เขียวตรงนี้ เดี๋ยวฟ้าตรงโน้น แล้วก็ม่วง เหลือง แดงเป็น
หย่อมๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ในท่ามกลางความมืดแสงเหล่านี้
ลูวับวาวประหนึ่งเป็นอัญมณีมีค่าดังที่พระเดชพระคุณหลวง
พ่อธัมมชโยเรียกแสงมณีเหล่านี้ว่า “ดาวบนดิน” ซึ่งที่แท้ก็คือ
“ดวงไฟฟ้า” ในเมืองที่ค่อยๆ เรื่องสีสว่างขึ้นสวนทางกับ
ความมืดของคาคืน
ป่ามักถามว่า “อะไรซ่อนอยู่ในแสงไฟเหล่านั้น มัน
สวยเหมือนแสงลีหรือไม่?” ซึ่งป้ามักจะตอบเองว่า “ที่แท้ก็
คือกองไฟที่ล่อให้แมลงใหญ่น้อยบินเข้าไปปักหลุดร่อนร้อน
ตายนั่นเอง” ว่าแล้วก็พากันคุยว่าโชคดีหนอที่เราอยู่ไกล
โชคดีที่ได้ธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวพาให้เราก้าวขึ้นมา
มองเห็นแสงไพ่ของโลกได้อย่างมีวินิจฉัยพิจารณา หรือว่า
เราเป็นเหมือนเทวดาบนสวรรค์ที่มองมายังโลกอย่างเวทนา
Sa
-------- มกราคม พ.ศ. wia