ข้อความต้นฉบับในหน้า
รถยนต์นั้นผ่านสถานที่สำคัญ ๆ หลาย
แห่งในกรุงโรม เช่น สนามกีฬาโอลิมปิก
ปราสาทแซนต์แองเจโล (Castel Sant
Angelo) เป็นป้อมปราการที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ
เทเวเร่ (Tevere) มีกำแพงอันหนาทึบเชื่อมต่อ
กับนครวาติกัน ภายในมีทางเดินลับสำหรับ
สันตะปาปาหนีมาหลบภัยอยู่ในป้อมนี้ เป็น
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๐๗๐ กรุงโรมถูก
กองทหารเยอรมัน สเปน และอิตาลีจำนวน
๒๐,๐๐๐ คน บุกเข้าปล้นสะดมและฆ่าชาว
เมืองอย่างขนานใหญ่ แต่ไม่อาจบุกเข้านคร
วาติกันได้ เพราะทหารสวิสที่รักษานครวาติกัน
อยู่นั้นได้ต่อสู้อย่างสุดความสามารถ แม้จะมี
กำลังเพียง ๑๙๙ คนก็ตาม ซึ่งได้ช่วยให้
สันตะปาปาเคลมองต์ที่ ๗ หนีภัยไปอยู่ที่
ปราสาทแซนต์แองเจโลได้อย่างปลอดภัย
รถยนต์ได้พาคณะของเรามาหยุดที่
จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์อันใหญ่โต ล้อมรอบด้วย
แถวของเสาขนาดยักษ์ด้านละ ๔ แถว เหมือน
C
แขนอันมหึมาของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
(Saint Peter's) ซึ่งยื่นออกมาโอบรอบจัตุรัส
ยักษ์แห่งนี้ไว้เกือบทั้งหมด ด้านบนของเสาหิน
เหล่านี้เป็นแถวของรูปปั้นนักบุญต่าง ๆ ของ
คาทอลิก สร้างความรู้สึกให้ทุกคนที่เข้ามายืน
อยู่ในลานนี้ว่า เหมือนได้มาอยู่ท่ามกลาง
สรวงสวรรค์ มีนักบุญทั้งหลายกำลังยืนห้อม
ล้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น
สูงขึ้นไป เหนือหน้าจั่วของมหาวิหาร
แห่งนี้ เป็นรูปปั้นของพระเยซูกำลังยืนประคอง
ไม้กางเขนอยู่ในอ้อมแขนข้างซ้าย มือข้างขวา
ชี้ขึ้นสู่สวรรค์เพื่อเตือนให้ทุกคนระลึกถึงพระ
บิดา
คณะของเราทุกคนอัศจรรย์ใจไปกับ
ลานหินอันมโหฬารแห่งนี้ บาทหลวงผู้อำนวย
การได้ชี้ให้เราดูหน้าต่างบานที่ ๓ ของตึก
ชั้นบนสุดที่อยู่ด้านหลังของแถวเสาหินทางขวา
มือของเราว่า เป็นที่กล่าวสุนทรพจน์ของ
สันตะปาปาต่อประชาชนที่มาชุมนุมกันใน
ลานนี้
ความอัศจรรย์ใจของเรานี้ดูจะเทียบ
ไม่ได้เลยกับเมื่อเข้าไปชมภายในของบรมวิหาร
เซนต์ปีเตอร์ ซึ่งไม่มีสถาปัตยกรรมอันใดใน
พื้นพิภพจะพิสดารยิ่งกว่านี้อีกแล้ว
ถ้านำเอาสถานีรถไฟหัวลำโพงมา
ต่อกันสัก ๓ หลังตามกว้าง แล้วลึกเข้า
0
ไปอีกสัก ๒ เท่าตามยาว สูงขึ้นไปอีกสัก
- ช่วงโดยความสูง คงจะประมาณขนาด
ได้เท่ากับบรมวิหารอันวิจิตรพิสดารแห่งนี้
ถ้าเราได้ขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือมหาวิหาร
เซนต์ปีเตอร์ แล้วมองลงไป เราจะเห็นทิวทัศน์
ด้านบน (Top View) ของมหาวิหารทั้งหมด
เป็นประดุจรูปไม้กางเขนแบบลาตินขนาด
มหึมา มีแท่นบูชาทั้งหมด ๔๕ แท่น รูปปั้น
นักบุญ ๒๕ รูป และโบสถ์เป็นสัดส่วนของตน
อีก ๑๑ แห่ง โดมขนาดยักษ์ที่ตั้งเด่นเป็น
ประธาน ๑ โดม พร้อมโดมบริวารอีก ๑๐
โดม แต่แม้จะมีการจัดแต่งอันสวยงามจนดูกัน
ไม่รู้จักหมดสิ้นเช่นนี้ก็ตาม สถาปนิกผู้ออกแบบ
วิหารแห่งนี้ได้รักษาเอกภาพของอาคารทั้งหมด
ไว้ได้อย่างดี
บริเวณที่คนไปยืนแออัดกันมากที่สุด
คือ ซุ้มขวามืออันแรก เพื่อดูรูปสลักหินอ่อน
ปีตา (Pieta) ของ ไมเคิลแองเจโล (Buo-
narroti Michelangelo) ซึ่งในปัจจุบันนี้มี
กระจกแก้วกั้นปิดอยู่ด้านหน้าทั้งหมด และยังมี
เชือกกั้นอีกชั้นหนึ่ง เพื่อรักษาความปลอดภัย
แก่รูปปั้นอันล้ำค่านี้ เพราะเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๗๒
(พ.ศ. ๒๕๑๕) มีชายสติวิปลาสคนหนึ่งได้มา
ทำรูปปั้นนี้ชำรุดเสียหาย
เล่ากันว่า ไมเคิลแองเจโล สลักรูป
หินอ่อนนี้ไว้เมื่อเขาอายุเพียง ๒๔ ปีเท่านั้น
และเป็นผลงานที่ทุกคนมาดูแล้วหาที่ติมิได้
ภายหลังศิลปินเอกผู้นี้ได้รับตำแหน่งเป็นสถา
ปนิกตลอดชีพของวิหารอันศักดิ์สิทธิ์นี้
ประติมากรรมหินอ่อนปีตานี้ เป็นรูปปั้น
พระศพของพระเยซูคริสต์ที่เพิ่งถูกอัญเชิญลง
ชื่อช่างเขียน ช่างสลัก สถาปนิก และกวี ชาว
อิตาเลียน มีชีวิตระหว่าง ค.ศ. ๑๔๗๕-๑๕๖๔ (พ.ศ.
๒๐๑๘-๒๑๐๗)
(บน) ภาพแกะสลักหินอ่อนพระเยซูคริสต์ทรงมอบกุญแจแก่
เซนต์ปีเตอร์
(ล่าง) ยอดโดมมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
มกราคม ๒๕๐๒
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร ๓๙