การเปรียบเทียบความโง่ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2532 ฉบับที่ 1 หน้า 105
หน้าที่ 105 / 124

สรุปเนื้อหา

บ้านอีกแห่งหนึ่ง ได้เห็นผ้าป่านที่เขาทิ้งไว้ มากมาย สหายคนที่หนึ่งก็บอกขึ้นอีกว่า สหายรักเราทิ้งสิ่งที่แบกมานี้เสียเถอะ แล้วถือเอาผ้าป่านเหล่านี้ดีกว่า แต่สหายคนรัก ของเก่าคนนั้น ก็ยังยืนยันไม่ยอมทิ้งมัดเปลือก ป่านที่ตนแบกมานานตามเดิม ฉะนั้นสหาย คนที่หนึ่งจึงถือเอาผ้าป่านมัดใหญ่ไปแต่เพียง ผู้เดียว แล้วพากันเดินทางต่อไปยังตำบลต่าง ๆ AA ได้ประสบโชคลาภพบเห็นสิ่งที่มีค่ามากขึ้น ตามลำดับคือ ได้เห็นเปลือกไม้โขมะ ด้าย เปลือกไม้โขมะ ผ้าเปลือกไม้โขมะ ลูกฝ้าย ด้ายฝ้าย ผ้าฝ้าย เหล็ก โลหะ ดีบุก สัมฤทธิ์ เงิน และในที่สุดได้ไปพบทองคำมากมาย สหายคนที่หนึ่งจึงบอกขึ้นว่า สหายรัก นี่ทองคำมีค่ามากมาย สุดจักนับประมาณได้ บัดนี้เราได้ประสบโชคลาภอันมหาศาลเข้าแล้ว อย่าช้าเลย เราทั้งสองช่วยกันนำเอาทองคำ เหล่านี้กลับไ

หัวข้อประเด็น

- การเปรียบเทียบความโง่

ข้อความต้นฉบับในหน้า

บ้านอีกแห่งหนึ่ง ได้เห็นผ้าป่านที่เขาทิ้งไว้ มากมาย สหายคนที่หนึ่งก็บอกขึ้นอีกว่า สหายรักเราทิ้งสิ่งที่แบกมานี้เสียเถอะ แล้วถือเอาผ้าป่านเหล่านี้ดีกว่า แต่สหายคนรัก ของเก่าคนนั้น ก็ยังยืนยันไม่ยอมทิ้งมัดเปลือก ป่านที่ตนแบกมานานตามเดิม ฉะนั้นสหาย คนที่หนึ่งจึงถือเอาผ้าป่านมัดใหญ่ไปแต่เพียง ผู้เดียว แล้วพากันเดินทางต่อไปยังตำบลต่าง ๆ AA ได้ประสบโชคลาภพบเห็นสิ่งที่มีค่ามากขึ้น ตามลำดับคือ ได้เห็นเปลือกไม้โขมะ ด้าย เปลือกไม้โขมะ ผ้าเปลือกไม้โขมะ ลูกฝ้าย ด้ายฝ้าย ผ้าฝ้าย เหล็ก โลหะ ดีบุก สัมฤทธิ์ เงิน และในที่สุดได้ไปพบทองคำมากมาย สหายคนที่หนึ่งจึงบอกขึ้นว่า สหายรัก นี่ทองคำมีค่ามากมาย สุดจักนับประมาณได้ บัดนี้เราได้ประสบโชคลาภอันมหาศาลเข้าแล้ว อย่าช้าเลย เราทั้งสองช่วยกันนำเอาทองคำ เหล่านี้กลับไปบ้านเรากันดีกว่า เร็ว ๆ เข้าเถอะ แต่สหายของเขาซึ่งบัดนี้กำลังยืนแบก มัดเปลือกป่านอันเดิม กลับยืนมองดูทองคำนั้น เฉยอยู่แล้วกล่าวถ้อยคำซึ่งใครมิคาดฝันจะ ได้ยินว่า “สหายเอ๋ย มัดเปลือกป่านนี้ เราอุตส่าห์ แบกเอามาไกลนักหนา ทั้งมัดไว้ดีแล้วด้วย เราไม่เอาล่ะทองคำ เราจะเอาเปลือกป่านอัน เดิมของเรานี่แหละ” เพื่อนกันก็นึกว่าเจ้านี่มันคง เสียจริต จึงพูดออกมาแบบนี้ เฝ้าชี้แจงด้วย ประการต่าง ๆ เพื่อให้ทิ้งมัดเปลือกป่าน แล้ว นําเอาทองคํากลับไปบ้าน แต่ถึงแม้เขาจะเฝ้า ชี้แจงสักเท่าไรเพื่อนก็มิได้เชื่อฟัง ยังยืนยันมติ เดิม ในที่สุดเขาก็ได้นำเอาทองคำอันมีค่า มหาศาลกลับไปบ้านแต่เพียงผู้เดียว และเมื่อ สหายทั้งสองนั้นกลับมาถึงบ้านเกิดเมืองนอน แล้ว ปรากฏว่าในระหว่างเขาทั้งสองนั้น สหาย คนที่ถือเอาทองคำกลับไปบ้าน ได้รับการ ต้อนรับจากบิดามารดาและบุตรภรรยาด้วย ความยินดี มีความสุขโสมนัสซึ่งเกิดจากเหตุ ที่ถือเอาห่อทองนั้นมาเป็นอันมาก ส่วนสหายของเขาผู้คงจะถูกปีศาจแห่ง มกราคม ๒๕๑๒ ความโง่เขลาเข้าครอบงำ หรือว่าจะเป็นผู้ เสียจริตเพราะมีทิฐิอันผิด ๆ ก็ไม่รู้ได้ อุตส่าห์ แบกมัดเปลือกป่านมาไกลแสนไกล พอกลับมา ถึงบ้านตนแล้ว ก็ไม่ได้รับการต้อนรับจากบิดา มารดาและบุตรภรรยาด้วยความยินดีเลย และเขาก็ไม่ได้รับความสุขโสมนัส ซึ่งเกิดจาก เหตุที่ได้มัดเปลือกป่านอันไร้ค่านั้นแม้แต่น้อย ยังคงยากจนต่อไปอีกตามเดิม พระกุมารกัสสปะเถระ กล่าวเสริมว่า “นี่แหละมหาบพิตร การที่มหาบพิตร ยังยึดถือทิฐิอันผิดบาปดังเดิมของมหาบพิตร ที่ว่าโลกหน้าไม่มี สัตว์ผู้ผุดเกิดไม่มี ผลแห่ง กรรมดีและกรรมชั่วไม่มีนั้น ก็น่าจะเปรียบ เหมือนกับบุรุษผู้โง่เขลา ซึ่งแบกเอามัดเปลือก ป่านกลับมาบ้าน ขอมหาบพิตรจงสละคืนทิฐิ อันชั่วนั้นเสียเถิด ปล่อยวางทิฐิอันผิด ๆ นั้น เสียเถิด ทิฐิอันผิดนั้นจงอย่าได้มีแก่มหาบพิตร เพราะมิใช่ประโยชน์ เป็นไปเพื่อความทุกข์ ตลอดกาลนานเลย ขอถวายพระพร" ดูนะ สารพัดจะยกตัวอย่างกัน เถียงก็ เถียง ช่างคิดช่างคนนิทานเอามาเล่า น่าจะตั้ง ชื่อเรื่องว่า “ไอ้บ้าหอบเปลือกป่าน” หรือที่ สำนวนไทยเราว่า “บ้าหอบฟาง” แบบเดียวกัน นั่นแหละบ้าหอบฟาง Kalyanamitra.org ตามธรรมดาท่านที่เป็นนักปราชญ์ นั้น ย่อมมีใจยินดีในเหตุผล ย่อมเคารพใน เหตุผล ย่อมพอใจที่จักได้สดับเหตุผลไม่รู้เบื่อ เมื่อมีผู้อ้างเหตุผลที่ตนเห็นด้วยแล้วก็ย่อมมีใจ ผ่องแผ้ว ยอมรับเอาโดยเร็ว ในกรณีแห่ง พระเจ้าปายาสีนี้ก็เช่นกัน เมื่อองค์พระอรหันต์ พระกุมารกัสสปะ ได้พยายามชี้แจงเหตุผล ในปัญหาที่พระองค์ทรงสงสัยอย่างแจ่มแจ้ง โดยนัยหลายหลากดังกล่าวมาแล้ว ในที่สุดพระองค์ก็มีพระดำรัสว่า “ข้าแต่ท่านกัสสปะผู้เจริญด้วยข้อความ อุปมาข้อก่อน ๆ ของท่านกัสสปะ ข้าพเจ้า ก็มีความพอใจยินดียิ่งแล้ว แต่ว่าข้าพเจ้าใคร่จะ ฟังปฏิภาณในการแก้ปัญหาอันวิจิตรลึกซึ้ง เหล่านี้ จึงได้พยายามโต้แย้งคัดค้าน ท่าน กัสสปะไปอย่างนั้น ข้าแต่ท่านกัสสปะ ผู้เจริญ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งและไพเราะ นัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือ ส่องประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่าผู้มีตาจัก เห็นได้ ดังนี้ฉันใด ท่านกัสสปะประกาศ ธรรมโดยอเนกปริยายก็เป็นเช่นนั้นเหมือน กัน ข้าแต่ท่านกัสสปะผู้เจริญ ข้าพเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระ ธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่าน กัสสปะจงรับข้าพเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้ถึง สรณะตลอดชีวิต จำเดิมตั้งแต่วันนี้เป็นต้น ไป” ก็ขอฝากเรื่องนี้ไว้ให้ท่านพิจารณา ตัวเองกันให้ดีก็แล้วกันว่า ท่านเป็นคน ประเภทไหน โดยเฉพาะที่ได้เข้ามาฝึก อบรม ได้มาบวชกันอย่างนี้แล้ว รู้อะไร เป็นอะไรแล้ว เดี๋ยวนี้โยนิโสมนสิการ คือความใคร่ครวญความตริตรอง การรู้จัก จับแง่มุมที่ถูกต้องมาคิดน่ะ ได้เกิดขึ้น แก่ท่านหรือยัง ถ้ายังอย่างดีก็ได้เป็นแค่ พระเจ้าปายาสิก่อนพบพระอรหันต์กุมาร กัสสปะเท่านั้น...เจริญพร กัลยาณมิตร ๑๐๓
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More