ข้อความต้นฉบับในหน้า
“ในช่วงแรก ๆ ที่หัดเอาใจจรดศูนย์ก็
รู้สึกฝืน ๆ เพราะยังไม่เคยชิน เปรียบเสมือน
เด็กเพิ่งหัดเดิน ก็อาจจะไม่คล่องแคล่ว หรือ
อาจจะหกล้มบ้าง แต่พอได้ฝึกบ่อย ๆ ก็เกิด
ความชำนาญ จนสามารถทำได้โดยอัตโนมัติ
ไม่ว่าเวลานั่ง ยืน เดิน นอน หรือทำอะไรต่าง ๆ
ก็สามารถเอาใจจรดศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
ได้ หรือแม้แต่ขณะที่พูดก็เอาใจจรดได้ อย่าง
น้อยก็จรดได้ประมาณ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์
เราก็สามารถประคองสติไว้ได้ตลอด”
อุดมการณ์สูงมาก อยากเสียสละทำงานเพื่อ
สังคม ครั้นถูกสิ่งเย้ายวนต่าง ๆ โน้มน้าวจิตใจ
ไปแต่งงานมีครอบครัว ความตั้งใจที่เขาเคย
คิดจะช่วยสังคมก็ลดน้อยลงไป เพราะถูกสภาพ
ครอบครัวบีบบังคับ
ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า บวชพระ หรือบุญ
กุศลอื่นใดก็ตาม ก็จะทำให้จิตใจของ
คนไข้ผูกพันอยู่กับสิ่งที่ดีงาม เมื่อเขาตาย
ไปแล้ว ย่อมไปสู่สุคติ แพทย์ก็จะเป็น
เทวทูต คือนำทางให้คนไปสู่สวรรค์
แต่ถ้าแพทย์ชี้แนะให้เขาคิดแต่เรื่อง
ทางโลก ๆ เช่น ชอบรับประทานอาหาร
อะไร จะให้คนหามาให้รับประทาน หรือ
แนะให้เขาคิดในเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์
แก่ตัวเขา เมื่อคนไข้ตายไปแล้วก็อาจจะ
ไปสู่ทุคติได้ เช่นนี้ แพทย์ก็เป็นเสมือน
ยมทูต”
ธรรมทายาทคนที่สองที่มีประสบการณ์
ในการฝึกสมาธิมาหลายรูปแบบก็คือ คุณ
ปวิทัย ชัยเจริญวรรณ หรือที่รู้จักกันในนาม
“คุณหมอปอง” อดีตรองประธานชมรมพุทธ
ศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย
เชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่ ๔
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นอกจากนี้ คนที่ประพฤติพรหมจรรย์
ยังมีโอกาสไปประพฤติปฏิบัติธรรมได้ และเป็นที่ปรึกษาชมรมพุทธฯด้วย
มากกว่า ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยย่นเวลาในการ
บำเพ็ญบารมีเพื่อความหลุดพ้นได้มาก พบแล้ว เส้นทางอัน CC0
- ประเสริฐสุด
ทีเดียว”
การประพฤติพรหมจรรย์ แพทย์เป็นได้ทั้งเทวทูต
คือ การเพิ่มเวลาทำงาน และยมทูต
ให้กับสังคมได้มากขึ้น
คุณหมอสุรินทร์ได้รักษาศีล ๘ เรื่อยมา
ตั้งแต่ลาสิกขาจากการบวชพระธรรมทายาท
มีความเห็นว่า คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดใน
เรื่องการประพฤติพรหมจรรย์ ถ้าใครไม่มี
ครอบครัว สังคมจะมองไปว่าผิดธรรมดา คุณ
หมอบอกว่า
“ที่จริงแล้ว การที่หลวงพ่อสอนให้
ประพฤติพรหมจรรย์ก็เพื่อจะได้ไม่เพิ่ม
ภาระให้กับตัวเอง แล้วเราจะได้มีโอกาส
ทำงานให้กับสังคมได้มากขึ้น
จะเห็นเลยว่า คนเราขณะเป็นเด็ก จะมี
มกราคม ๒๔๓๒
คุณหมอสุรินทร์ มีปณิธานแน่วแน่ใน
ชีวิตว่า ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ ตำแหน่ง หน้าที่
ใด ก็จะทำงานในความรับผิดชอบให้ดีที่สุด
ในฐานะที่กำลังจะเป็นแพทย์ ก็ตั้งใจจะช่วย
สังคมด้วยการรักษาโรคให้คนไข้ ควบคู่ไปกับ
การให้ธรรมะแก่คนไข้ด้วย เขากล่าวว่า
คุณหมอปอง ก็เหมือนกับเยาวชนที่มี
ไฟแรง มีอุดมการณ์สูงทั้งหลาย ชอบทำงาน
เพื่อสังคม เพื่อส่วนรวม ชอบค้นคว้าหาสิ่ง
ใหม่ ๆ ชอบลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ เมื่อเห็นว่า
สิ่งใดน่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ เขา
จะต้องโดดลงไปร่วมกิจกรรมทันที
ดังนั้น คงจะไม่เป็นเรื่องน่าแปลก ถ้าจะ
เรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า คุณหมอเคยมี
ประสบการณ์เกี่ยวกับการฝึกกายและใจแบบ
“หลวงพ่อธัมมชโย เคยให้โอวาท
ต่าง ๆ มามากมายหลายวิธี นับตั้งแต่โยคะ
ไว้ว่า การเป็นแพทย์นั้นเปรียบได้เป็น ๒ นั่งเทียน ฝึกสมาธิแบบใช้ลูกประคำ แบบ
อย่าง คืออาจจะเป็นเทวทูตก็ได้ ยมทูตก็ อานาปานสติ ฯลฯ จนกระทั่งได้ไปร่วมโครง
ได้ เช่น เวลาผู้ป่วยที่กำลังจะสิ้นใจ ถ้า การอบรมธรรมทายาทและอุปสมบทหมู่ภาค
แพทย์ชี้แนะให้เขาระลึกถึงความดีหรือ ฤดูร้อนในปี ๒๕๒๘ ณ วัดพระธรรมกาย
บุญกุศลที่เขาเคยทำไว้ เช่น การทำบุญ ก็ทำให้เข้าใจและเกิดความซาบซึ้งในพระ
กัลยาณมิตร ๔๕
Kalyanamitra.org