ข้อความต้นฉบับในหน้า
“ครอบครัวเป็นฐานชีวิตของคนทั่ว ๆ
ไป ในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน
อาชีพการสังคม และความมั่นคงเป็นปึก
แผ่นในด้านส่วนตัว เรากล่าวกันเสมอ ๆ
ว่า ครอบครัวที่มีแต่ความวุ่นวายหรือแตก
แยก จะมีผลกระทบกระเทือนต่อการงาน
และความสัมพันธ์ถึงชีวิตร่วมสังคม กับ
เพื่อนมนุษย์อื่น ๆ และมีปัญหากับบุตร
ธิดาอันเป็นเยาวชนที่เติบโตมาในระยะยาว
ด้วย หลังจากพิธีสมรสเมื่อวันที่ ๒๔ สิง
หาคม ๒๔๙๐ แล้ว เราอยู่กรุงเทพฯอีก
เพียงไม่กี่วันก็เดินทางไปทำงานในถิ่นทุร
กันดาร ทั้ง ๆ ที่ตำแหน่งราชการที่เขาว่า
หรูหรา ก็มีรออยู่ในกรุงเทพฯ แต่ผมไม่
ต้องการมัน ผมต้องการใช้ชีวิตหาประสบ
การณ์ในบรรยากาศที่ทุรกันดาร ซึ่งคุณ
กัลยา ไม่เคยมาก่อน เธอจึงต้องอดทน
อย่างน่าเห็นใจ เงินเดือนผมในขณะนั้น
เพียง ๕๑๒ บาท และคุณพ่อคุณแม่ไม่มี
อะไรเป็นมรดกไว้ให้ นั่นเป็นเพราะไม่ใช่
วัตถุประสงค์ของท่าน ท่านเคยพูดว่าฉัน
ไม่มีอะไรจะให้ นอกจากจะดิ้นรนเพื่อให้
การศึกษา บรรยากาศเท่าที่ได้ผ่านมา
แล้วได้ฝังเอาค่านิยมที่ไม่ใช่วัตถุเข้าไว้
ในส่วนลึกของหัวใจของเรา แม้เงินเดือน
จะน้อยนิดแต่ใคร คนยากคนจนมาหา
เรามีน้ำใจพร้อมเสมอที่จะเกื้อกูล
เมื่อเราได้ย้ายมากรุงเทพฯ แล้วก็มี
เสมือนอยู่ในครอบครัว ครอบครัวเราจึง
ไม่เคยขาดเพื่อนทางใจ เขาเหล่านี้มีน้ำใจ
กับเราเหมือนญาติในครอบครัวเจ็บไข้ได้
ป่วยเขาจะแสดงน้ำใจบริการในสิ่งต่าง ๆ
ผมใช้ชีวิตตะลุยงานโดยไม่มีการหัน
หลัง ไม่ว่าจะหันหลังมาเพื่อการลังเลกับ
ความสนุกสนานเพลิดเพลินและความ
สุขส่วนตัว ผมแทบจะลืมทุกอย่างนอกจาก
“งานและงาน”
คุณพ่อ (ศาสตราจารย์ระพี สาคริก)
ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ “เพียงข้าวเมล็ด
เดียว” อย่างน่าประทับใจ ชีวิตและทัศนะของ
ท่านกำลังเป็นที่จับตามองขององค์กรและองค์
การต่าง ๆ หลายหน่วยงาน
“กัลยาณมิตร” จึงได้ถือโอกาสเรียนสัม
ภาษณ์ท่านศาสตราจารย์ระพี
สาคริก
เพื่อมอบเป็นของขวัญในปีใหม่นี้
โดยเฉพาะเรื่อง “เอกภาพ” ศาสตรา
บัณฑิตรุ่นน้องที่ทำงานอยู่กับผม ไปอยู่กิน จารย์ระพี สาคริก ได้ให้แง่คิดไว้อย่างน่า
จากเรื่อง “คุณธรรมในครอบครัว” ของหนังสือ
“เพียงข้าวเมล็ดเดียว”
สนใจว่า
“ความเป็นเอกภาพนั้น เราเข้าใจ
ผิด เราไม่มองว่าทุกคนต้องทำเหมือนกัน
ทั้ง ๆ ที่มันขัดกับหลักพุทธที่ว่าต่างคนต่าง
จิตต่างใจ แต่ถ้าแต่ละคนใช้หลักของพระ
พุทธศาสนารู้จักหาเหตุผลแล้ว นั่นคือ
จุดรวมถ้าแต่ละคนอยู่บนฐานที่มีเหตุ
มีผลมันก็รวมกันเอง ยอมรับเหตุรับผลซึ่ง
กันและกัน ตรงนั้นคือเอกภาพ”
ชีวิตกับต้นไม้
ศ.ระพี สาคริก ท่านรักธรรมชาติ คลุก
คลีและสัมผัสกับธรรมชาติมาโดยตลอด ท่าน
เป็นคนรักต้นไม้มาก และได้คติธรรมจากต้นไม้
เสมอ ๆ ท่านกล่าวว่า
“บนเส้นทางที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ คือ
ทางสงบแห่งชีวิต” คติบทนี้ ใช้ได้สำหรับบุค
คลผู้มีตาอันแจ่มใส สามารถแลเห็นลักษณะที่
สมบูรณ์ของต้นไม้ได้ชัดเจน จะทราบและเข้า
ใจได้เลยว่า ความร่มรื่นและความร่มเย็น
เป็นสุขจากต้นไม้อันบังเกิดแก่มนุษย์
นั้น ให้ประโยชน์สุขอันแท้จริงแก่ชีวิต
อย่างไร เป็นภาพสะท้อน ให้เห็นได้ว่า
คนกับต้นไม้ ได้มีความเป็นมาตามธรรม
ชาติควบคู่กันและพึ่งพาอาศัยกันมาโดย
ตลอด ดังนั้นเพื่อความมั่นคงของทั้งสองฝ่าย
คนกับต้นไม้จึงทอดทิ้งกันเสียมิได้ ต้นไม้ได้
ให้บรรยากาศที่ดี ให้ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค
เครื่องนุ่งห่ม และให้อาหารแก่คน แต่เนื่อง
จากองค์ประกอบอันสำคัญของคนนั้นมีทั้งร่าง
กายและจิตใจ คนที่จัดได้ว่าเป็นผู้เจริญนั้น
Gi
๗๔ กัลยาณมิตร
มกราคม ๒๕๓๒
Kalyanamitra.org