ข้อความต้นฉบับในหน้า
มกราคม ๒๕๓๒
-
-
แสงแดดอันร้อน
๕
สงแดดอันร้อนแรงทารุณของเวลาบ่าย พื้น
ถนนร้อนระอุ บรรยากาศอันหนักอึ้งและอบอ้าว ประกอบ
กับความกระหายน้ำที่ทรมานสังขารอยู่ตลอดเวลา ทำให้
อาตมาเห็นชัดยิ่งขึ้นว่า ขันธ์ ๕ คือความทุกข์ ชีวิต
ร่างกายคือก้อนแห่งความทุกข์อันหนักอึ้ง ที่เราจำ
จะต้องแบกท่องเที่ยวไปในวัฏฏะ และจะสลัดทิ้งได้
ก็ต่อเมื่อถึงธรณีประตูแห่งพระนิพพาน ในขณะที่
กำลังถูกเพลิงทุกข์เผาลนจิตใจอยู่นั่นเอง จิตใจของอาตมา
ก็หวนคิดถึงคำสอนของพระอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง พระ
อาจารย์เคยสอนว่า ความทุกข์นานาประการ เช่น หนาว
ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ปวดเมื่อย
ตามกาย เหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย เจ็บปวดเสียดแทง
ตลอดถึงแก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดาที่มีอยู่ประจำใน
สังขารทั้งปวง แม้แต่สังขารของพระบรมศาสดาสัมมา
สัมพุทธเจ้า ก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายเช่นเดียวกับ
สังขารของสามัญชนทุกคน ต่างกันแต่เพียงว่า เมื่อสังขาร
เป็นทุกข์ พระทัยของพระองค์ไม่เป็นทุกข์ไปด้วย เมื่อ
สังขารหิวกระหาย พระทัยของพระองค์ไม่หิวกระหาย
ด้วย เมื่อสังขารเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า พระทัยของพระองค์
ไม่เมื่อยล้าด้วย เมื่อสังขารเจ็บปวด พระทัยของพระองค์
ไม่เจ็บปวดด้วย เพราะเหตุไร? เพราะว่าพระพุทธองค์
ทรงถอนอัตตานุทิฏฐิ ความเห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวตน
ของตนได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ทรงเห็นชัดว่า สังขาร
ร่างกายเป็นแต่เพียงสภาวธรรมซึ่งเกิดขึ้นเสื่อมลง
แล้วก็ดับไปตามสภาพของมันเอง เช่นเดียวกับสังขาร
ทั้งหลายในสากลจักรวาลไม่อยู่ใต้อำนาจของใคร ไม่ใช่
ของใคร พระองค์ทรงเฝ้าดูความเกิด ความแก่ ความ
เจ็บ ความตาย และความทุกข์ของสังขารของพระองค์เอง
ด้วยพระทัยอันสงบสุขเช่นเดียวกับบุรุษผู้นั่งบนฝั่ง แล้ว
จ้องดูกระแสน้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่านไปไม่หยุดยั้งตาม
สภาพของมันเอง ไม่เป็นทุกข์ไม่เดือดร้อน กระวนกระวาย
แต่อย่างใด
ส่วนสามัญชน ผู้ยังเต็มแน่นด้วยสักกายทิฏฐิ
ด้วยอัตตานุทิฏฐิ ยังเห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นตน ตนเป็น
ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ เป็นของของตนแล้วเข้ายึดถือไว้ด้วย
อุปาทาน เมื่อขันธ์ ๕ หิวกระหาย ย่อมหิวกระหาย
กระวนกระวายด้วย เมื่อขันธ์ ๕ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
ย่อมเหน็ดเหนื่อยด้วย เมื่อขันธ์ ๕ เจ็บปวด ย่อมเจ็บปวด
ด้วย เขาไม่รู้ความจริง ลงยึดถือว่าชีวิตร่างกายเป็นของ
Kalyanamitra.org
ตนเป็นตน จึงปรารถนาอยากให้สังขารเป็นไปตามอำนาจ
ของตน เมื่อสังขารทั้งหลายไม่เป็นไปตามที่ตนปรารถนา
แต่เป็นไปตามวิถีทางของมันเองอย่างเคร่งครัด เขาจึง
เกิดความผิดหวังเป็นทุกข์ เดือดร้อนโศกเศร้าเสียใจ
พิไรรำพัน เปรียบเหมือนทารกที่ไม่รู้เดียงสา อยากได้
ดวงจันทร์มาถือเล่นในมือ เมื่อไม่ได้สมปรารถนาก็ร้องไห้
อาตมาเดินไป คิดใคร่ครวญคำสอนของพระ
อาจารย์ไปพลาง จนสามารถบรรเทาอัตตานุทิฏฐิลงได้
บ้าง รู้สึกสบายใจขึ้นมากทีเดียว จนเกือบจะลืมความร้อน
ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและความกระหาย มารู้สึกตัว
ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงรถยนต์ดังแว่วมาตามถนน
ทางเบื้องหลัง ขณะนั้นความคิดที่ว่าจะขอโดยสารอีก
ไม่มีแม้แต่น้อย สงบจิตแผ่เมตตาให้เจ้าของรถคันนั้น
มีความสุข นำตัวเข้าชิดขอบถนนเพื่อมิให้เกะกะทางวิ่ง
ของเขา แล้วก็เดินต่อไปด้วยใจเป็นปกติ รู้สึกสบายใจดี
ที่ได้ใช้ขาของตนเองให้เป็นประโยชน์โดยไม่ต้องอาศัยใคร
รถคันนั้นดังไล่หลังอาตมามาอย่างกระชั้นชิด แล้วก็
ผ่านขึ้นหน้าอาตมาไป อาตมาไม่มีความสนใจและ
ไม่คิดจะมองดูด้วยซ้ำ แต่ก็จำเป็นต้องดู เพราะรถคันนั้น
ซึ่งไม่ใช่รถโดยสารธรรมดา แต่เป็นรถจี๊ปแบบแลนด์
โรเวอร์ได้หลบเข้าข้างถนน และหยุดลึกลงข้างหน้าอาตมา
ประตูรถได้เปิดออก แล้วชายกลางคนในชุดเสื้อม่อฮ่อม
ได้กระโดดลงจากรถ หันมาทางอาตมา ยกมือไว้แล้วยิ้ม
ถามว่า
“ท่านจะไปไหนครับ?”
อาตมาหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่ง มิได้ตอบทันทีเพราะ
ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เนื่องจากอาตมาไม่มีจุดหมาย
ปลายทางจริง ๆ
“อาตมาเดินทางไปเรื่อย ๆ ยังไม่ทราบเหมือนกันว่า
จะไปไหน”
ชายเจ้าของรถจ้องดูอาตมาอย่างงง ๆ แล้วพูดว่า
“ถ้าอย่างนั้นท่านขึ้นรถไปกับผมดีกว่า ท่านจะไป
ไหนผมจะไปส่งให้ หรืออยากจะลงกลางทางตรงไหน
ผมจะหยุดให้ลง”
“เชิญคุณโยมไปตามสบายเถอะ ไม่ต้องห่วงอาตมา
หรอก อาตมาไม่มีธุระรีบร้อนอะไรตั้งใจว่าจะเดินไป
เรื่อย ๆ ถ้าพบหมู่บ้านข้างหน้าสักแห่งหนึ่ง ก็จะหยุดพัก”
อาตมาตอบ พลางคิดอยู่ในใจว่า คนเรานั้น แม้จะมี
อวัยวะร่างกายเหมือนกัน แต่ก็มีจิตใจแตกต่างกันราวฟ้า
กับดิน ขณะที่บางคนไม่ยอมหยุดรถรับทั้ง ๆ ที่อาตมา
กัลยาณมิตร ๑๐๔