ข้อความต้นฉบับในหน้า
ครั้นเล่าเรื่องจบแล้ว พระกุมารกัสสปะ
เถระก็สรุปความย้ำว่า
“มหาบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้วดังนี้
ขอมหาบพิตรจงทรงวินิจฉัยให้จงดี อันองค์
มหาบพิตรนี้ อาตมภาพขอบอกตรง ๆ ว่า
ยังทรงเขลา ไม่ใช่เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม ทรง
แสวงหาความรู้เรื่องโลกหน้าโดยไม่ถูกทาง
แล้วก็ยึดถือเอาทิฐิอันผิด หากไม่แก้ไข ย่อม
จักต้องถึงความวอดวายเหมือนบุรุษนาย
กองเกวียนผู้มีความประมาท และญาติมิตร
ของพระองค์ ตลอดจนประชาชนมากหลาย
ที่เชื่อตามมหาบพิตร ยอมถูกพาเข้าไปหา
ความวอดวาย เสมือนพวกเกวียนบริวารถูก
นายกองเกวียนพาไปสู่ความวอดวาย ต้อง
ตายไปเป็นเหยื่อของอมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ ขอ
มหาบพิตรจงสละละทิ้งทิฐิอันผิดบาปนั้นเสีย
เถิด ทิฐิอันชั่วนั้นอย่าได้มีแก่มหาบพิตร เพื่อ
ความทุกข์ตลอดกาลนานเลย”
บุรุษบ้า
คนส่วนมากก็มักติดเหลี่ยม กลัวจะ
เสียหน้า พระอรหันต์เถระเจ้าองค์นี้ ท่านไม่
ไว้หน้า ขนาดเป็นพระราชายังบอกว่าโง่เสียเลย
แต่ทิฐิของพระเจ้าปายาสนั้นมากมายนัก แม้จะ
ได้ยกอุปมาอย่างยืดยาวดังว่าแล้ว พระองค์
ก็ยังทรงมีพระอาการอึดอัด ไม่ใคร่จะยินยอม
ไม่ใคร่จะปล่อยวางทิฐิชั่วนั้นง่าย ๆ เพราะยัง
ทรงตะขิดตะขวงในพระทัยอยู่
พระกุมารกัสสปะเถระก็มิได้ละความ
พยายาม ท่านได้ยกเอาอุปมาอีกเรื่องหนึ่ง
มาเล่าถวาย
“ขอถวายพระพร มหาบพิตรพระราช
สมภารเจ้า มีเรื่องเล่าว่า
ชายผู้หนึ่งเป็นคนเลี้ยงสุกร ได้ออกจาก
บ้านของตนไปยังตำบลอื่น เห็นอุจจาระแห้ง
ของมนุษย์เป็นจำนวนมากก็เกิดความคิดขึ้นว่า
อุจจาระของมนุษย์นี้ ย่อมเป็นอาหารของสุกร
ที่เราเลี้ยงไว้เป็นอย่างดี อย่ากระนั้นเลย เราจะ
ขนเอาอุจจาระนี้ไปให้สุกรของเราดีกว่า
มกราคม ๒๕๓๒
เมื่อมองเห็นประโยชน์ดังนี้แล้ว เขาก็
ปูผ้าห่มลงโกยเอาอุจจาระแห้งเป็นอันมาก
ผูกให้เป็นห่อทุนศีรษะเดินไป ในระหว่างทาง
ที่เขาเดินกลับบ้านนั้นเกิดฝนตกหนัก อุจจาระ
แห้งซึ่งอยู่ในผ้าห่มที่เขาทูนศีรษะไปนั้น ถูก
น้ำฝนก็เปลี่ยนสภาพเป็นของอันมีสภาพเหลว
เละ ไหลอาบลงมาตั้งแต่ศีรษะ เนื้อตัวเขา
เปรอะเปื้อนไปด้วยอุจจาระตลอดถึงปลายเท้า
แต่เขาก็ไม่ยอมทิ้งอุจจาระ ยังคงเดินหน้าตาเฉย
ทนเหม็นไปอย่างนั้น ชาวบ้านเห็นอาการผิด
แปลกเช่นนั้นก็ร้องตะโกนบอกเพื่อน ๆ ให้ดูว่า
คนบ้าเดินมา
คนเลี้ยงสุกรผู้นั้นได้ยินแล้ว ก็พึมพำ
ตอบว่า
“พวกนายนั่นแหละเป็นบ้าเสียจริต
เพราะความจริงสิ่งนี้เป็นอาหารสุกรของเรา
พวกท่านไม่รู้จักประสาอะไร”
กล่าวแล้วเขาก็รีบเดินทางต่อไปจนถึง
บ้าน ปลดห่ออุจจาระลงจากศีรษะ แต่อนิจจา...
ก้อนอุจจาระที่เขาอุตส่าห์แบกมาเป็นระยะทาง
ไกลนั้นได้ละลายไปเพราะน้ำฝนเกือบทั้งหมด
แล้ว จะเหลือแม้แต่เพียงเป็นอาหารสุกรสักมื้อ
หนึ่งก็มิได้ ชายผู้โง่เขลานั้นก็ได้แต่นั่งทอดถอน
ใจใหญ่ ด้วยความเสียใจที่ต้องเสียเวลาแบก
ห่ออุจจาระมาตั้งไกล ต้องทนเหม็นเป็นนักหนา
ทั้งเนื้อตัวก็เปรอะเปื้อนไปหมด ถูกหาว่าเป็นบ้า
ได้รับความอัปยศแต่อย่างเดียว ไม่ได้รับประ
โยชน์อะไรเลย...
“นี่แหละมหาบพิตร การที่มหาบพิตร
ยังจะยึดเอาทิฐิไว้นั้น ก็น่าจะปรากฏเหมือน
บุรุษผู้ทูนห่ออุจจาระ ดังเรื่องที่อาตมภาพ
เล่าถวาย เพราะฉะนั้นขอมหาบพิตรจงปล่อย
วางทิฐิอันชั่วที่ว่า “โลกหน้าไม่มี สัตว์ผู้
ผุดเกิดไม่มี กรรมดีกรรมชั่วไม่มี กรรมดี
กรรมชั่วไม่มีผลนั้นเสียเถิด ทิฐิอันชั่วนั้น
อย่าได้มีแก่มหาบพิตรเลย”
อืออย่างบัณฑิต
การแก้ทิฐิคนที่มีความเห็นผิด แก้ยาก
อย่างนี้ สารพัดจะต้องยกตัวอย่างมาอุปมา
Kalyanamitra.org
อุปไมย สารพัดจะเปรียบเปรยกันไป นี่ถ้า
ไม่มีปัญญามากพอก็ทำไม่ได้ หรือถึงจะมี
ปัญญามากพอ แต่ความอดทนไม่พอ ความ
กรุณาไม่พอก็ทำไม่ได้เช่นกัน แล้วยังต้อง
แข็งแรงพอด้วย ถ้าแข็งแรงไม่พอ ไม่มีแรงมาพูด
ไม่มีแรงมาจี้ไชคอยสั่งคอยสอนหรอก
ยิ่งกว่านั้นยังต้องมีศักดิ์ศรีพอด้วย ศักดิ์ศรี
ไม่พอเตือนใครไม่ได้ อย่างพระกุมารกัสสะ
เถระ ถ้าศักดิ์ศรีไม่พอ โดนพระเจ้าปายาสิ
ตัดหัวไปแล้ว โทษฐานไปว่าท่านโง่
เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากเอาไว้ ตั้งแต่
ไหนแต่ไรแล้ว คนที่เป็นบัณฑิตเขาถือว่า
ใครก็ตามที่มาดุด่าว่ากล่าวเขา เขาถือว่า
ชี้ขุมทรัพย์ให้ ไม่ได้โกรธเลย กลับดีใจว่าเขา
อุตส่าห์ตักเตือน เกิดความซาบซึ้งเหมือนอย่าง
เขาขุมทรัพย์ให้ แต่ว่าคนพาล พอใครเขา
มาชี้ให้อย่างนี้ จะโกรธและพาลเกเรขึ้นมาทันที
แต่พระเถระเจ้าองค์นี้ท่านมากด้วยความกรุณา
เทศน์เบา ๆ ไม่เข้าใจก็ต้องเทศน์แรง ๆ พระเจ้า
ปายาสถึงแม้ว่าจะดื้อยังไงก็ตาม ก็เป็นคน
มีปัญญา ไม่ถือโกรธพระ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ลักษณะ
ของคนพาลกับลักษณะของบัณฑิตนั้น
ต่างกัน คนพาลแม้ผู้อื่นพูดดี ๆ ก็โกรธ
ส่วนบัณฑิตถ้าใครมาว่ากล่าวตักเตือนก็ดีใจ
ถือว่าขุมทรัพย์ให้ คนพาลพอใครชี้ทาง
ถูกให้หาว่ามาลบเหลี่ยม หาว่ามาฉีกหน้า
กัลยาณมิตร ๑๐๑