ข้อความต้นฉบับในหน้า
เมื่อเอ่ยชื่อคุณหมอสุรินทร์แล้ว ไม่ว่าจะ
เป็นนักศึกษาหรือคณาจารย์ในคณะแพทย
ศาสตร์ ตลอดจนชาวเชียงใหม่จำนวนไม่น้อย
ต้องร้องอ๋อ รู้จักเขาดีในหลาย ๆ ด้าน โดย
เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความสามารถในการตาม
รักษาสมบัติให้ผู้อื่น
คุณหมอเล่าว่า แต่ก่อนนี้ก็ไม่กล้าบอก
บุญเหมือนกัน เพราะจิตใจยังไม่เข้มแข็งพอ
ครั้นเมื่อเป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่ ๓ ได้มีโอกาส
ไปร่วมงานวิสาขบูชา ๒๕๒๘ ที่วัดพระธรรม
กาย ตั้งแต่นั้นมาก็เกิดความศรัทธา จึงเริ่มทำ
ทาน รักษาศีล และฝึกสมาธิอย่างจริงจัง
ในการออกบอกบุญเชิญชวนเจ้าภาพ
ไปร่วมงานบุญนั้น คุณหมอสุรินทร์ใช้เทคนิค
วิธีที่ได้รับการแนะนำจากกัลยาณมิตรรุ่นพี่
ท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ยากอะไรนัก คือ
ที่วัดหรือทอดผ้าป่า ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งสลึง
หรือบาทเดียว ถ้าผู้บริจาคตั้งใจทำด้วยศรัทธา
เต็มเปี่ยมทำด้วยความเชื่อมั่นในผลของกุศล
กรรม ไม่ใช่ทำด้วยความเกรงใจผู้ไปบอก
บุญ หรือเกรงจะถูกหาว่าเป็นคนขี้เหนียวก็จะ
“ก่อนไปบอกบุญใคร จะต้องนั่ง
สมาธิให้ใจบริสุทธิ์ผ่องใส แล้วนึกน้อมนำ
เอาผู้ที่เราจะไปบอกบุญมาไว้ที่ศูนย์ เป็นบุญมหาศาล"
กลางกายฐานที่ ๗ แล้วแผ่เมตตาให้เขา
ทุก ๆ วันทั้งหลังจากการนั่งสมาธิและการ
ทำวัตรเช้า-เย็น พอเราไปหาเขาก็จะพบ
ทันที พอบอกบุญปุ๊บเขาก็จะรับทันที แล้ว
เราก็ชวนเขาไปทำบุญที่วัด”
คุณหมอสุรินทร์เล่าว่า ก็มีอยู่บ้างเหมือน
กันที่ไม่ประสบผลสำเร็จในการบอกบุญ เพราะ
ไม่ได้เตรียมตัวตามวิธีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม
คุณหมอมีความเห็นว่า
“การไปบอกบุญหรือการไปชวนเชิญคน
ไปปฏิบัติธรรม ไม่ถือว่าเป็นการไปรบกวน
แต่เป็นการไปช่วยตามรักษาสมบัติให้เขา
ต่างหาก เพราะถ้าเราไม่บอกบุญเขา เขาก็
อาจจะนำทรัพย์สมบัติไปใช้จ่ายไม่ถูกทาง
เวลาไปบอกบุญคุณหมอจะพูดธรรมะ
สั้น ๆ เกี่ยวกับอานิสงส์ของการทำบุญทำทาน
ให้ผู้ที่เขาไปบอกบุญฟังว่า
“พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งที่ยังเป็น
พระโพธิสัตว์ พระองค์ก็ทรงเคยยากจนมาก่อน
มีสมบัติติดตัวเพียงแค่สไบผืนเดียว แต่ด้วยจิต
ศรัทธาอย่างมากล้น ท่านจึงนำผ้าสไบผืนนั้น
ไปแลกได้เข็มหนึ่งเล่มกับด้าย แล้วจึงเอา
ไปร่วมกองกฐิน ผลบุญจากครั้งนั้น ส่งให้
ท่านได้ไปเกิดเป็นเทวดาถึง ๕๐๐ วาระ พอ
ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ได้เป็นพระมหากษัตริย์
ได้มีโอกาสสร้างบุญต่อ จนกระทั่งได้มาเป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา”
เช่น อาจไปใช้กินเที่ยวเตร่ในเรื่องที่ไร้สาระ อธิษฐานบารมีพลังแห่ง
หรือของฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็น ซึ่งสมบัตินั้น
จะกลายเป็นของสูญเปล่าไปในชาตินี้ และไม่ ความสำเร็จ
มีผลในชาติต่อ ๆ ไป
แต่ถ้าเขาได้ไปทำบุญที่วัด เช่น ทำบุญ
ทอดกฐิน ให้กำลังพระภิกษุสามเณรเลี้ยงพระ
๔๔ กัลยาณมิตร
คุณหมอสุรินทร์มีความเชื่อมั่นในอานุ
ภาพของสมาธิ เพราะได้ประสบผลด้วยตนเอง
หลายครั้งด้วยกัน อย่างเช่น การบวชพระธรรม
Kalyanamitra.org
ทายาทของคุณหมอ ซึ่งบวชเพียงรูปเดียวใน
เดือนมกราคม ๒๕๒๙ (การที่ไม่ได้บวชพร้อม
กับพระธรรมทายาทอื่น ๆ ก็เพราะ นักศึกษา
แพทย์ปีที่ ๓ จะปิดเทอมก่อน และเปิดเทอม
ปีการศึกษาใหม่ก่อนคณะอื่น ๆ)
คุณหมอเป็นชาวกรุงเทพฯ แต่ไปเรียน
อยู่ที่เชียงใหม่ เมื่อปิดเทอมแทนที่จะกลับบ้าน
เขากลับไปแวะที่วัดพระธรรมกาย และติดต่อ
ขอบวชจนได้รับอนุญาตแล้ว จึงกลับบ้านไปขอ
อนุญาตบิดามารดา
เมื่อบิดามารดาได้ฟังเรื่องก็ตกใจ ถึง
กับดุเอาว่า เหตุใดจึงไม่บอกให้ทางบ้านทราบ
ก่อน แม้เขาจะอธิบายเหตุผลให้ฟัง ท่านก็ยัง
รู้สึกไม่พอใจอยู่นั่นเอง
ครั้นตกกลางคืนเขาจึงนั่งสมาธิ นึกน้อม
นำบิดามารดามาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
แล้วอธิษฐานขอให้บิดามารดาอนุญาตให้บวช
ด้วยความเต็มใจ เขาเล่าว่า
“พอรุ่งเช้าเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไป คุณพ่อ
คุณแม่อนุญาตให้ผมบวช ด้วยจิตศรัทธา”
การฝึกสติเหมือนเด็กหัด
เดิน
คุณหมอสุรินทร์เล่าถึงประสบการณ์
การฝึกจิตว่า
มกราคม ๒๔๓๒