ข้อความต้นฉบับในหน้า
“หน้าเหมือนตัวเองค่ะ แต่ดูเด็ก
กว่า หน้าตาผ่องใส ดูเป็นเด็กรุ่นๆ
อายุ ๑๕-๑๖ ปี ใส่เสื้อผ้าสีขาว แขน
สามส่วนยาวเลยข้อศอกลงมาเล็กน้อย”
หลวงพ่อก็ให้มองต่อไปเรื่อยๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่ก็มานั่งปฏิบัติ
ธรรมร่วมกับเพื่อนๆ กลุ่มกัลยาณมิตร
ตามปกติ แต่วันนี้แม่นั่งได้นิ่งเร็วดี
คือใจมันรวมเร็วกว่าทุกวันที่นั่งวันก่อน
กว่าจะนั่งให้ใจรวมนิ่งดีต้องใช้เวลานาน
บางทีก็เป็นชั่วโมงกว่าใจจะนิ่ง) พอใจ
นิ่งกลางท้องก็สว่างโพลง เหมือนแม่
นั่งอยู่คนเดียว ไม่มีใครนั่งอยู่ด้วย มี
ความรู้สึกเงียบสงบเหมือนอยู่คนเดียว
แต่ไม่ได้เงียบเหงานะจ๊ะ มันเงียบๆ
แบบมีความสุข มีความสว่างโพลงอย่าง
เดียวยังไม่เห็นอะไร ความสว่างขยาย
ออกไปรอบตัวไม่มีขอบเขต มีความ
สุขกายเบาใจ กำลังเบิกบานปีติใจอยู่
ดีๆ ไม่รู้น้ำตาไหลได้อย่างไร แม่ไม่รู้
ตัวจริงๆ แต่ไม่ได้ร้องไห้เสียใจ เป็น
การร้องไห้ดีใจ หรือร้องเพราะมีความ
สุขอยู่ลึกๆ เบรคไม่อยู่ด้วย แม่เลย
กำลังเบิกบานปีติใจอยู่ดีๆ ไม่รู้น้ำตาไหลได้อย่างไร แม่ไม่รู้
ตัวจริง ๆ แต่ไม่ได้ร้องไห้เสียใจ เป็นการร้องไห้ดีใจ หรือ
ร้องเพราะมีความสุขอยู่ลึก ๆ เบรคไม่อยู่ด้วย
ต้องลืมตามองดูคนอื่นที่เขานั่งอยู่ใกล้ๆ นั่งได้ดีทีเดียว เงียบจนเกือบจะหลับ
เกรงว่าเสียงร้องไห้อาจจะไปรบกวนเขา แน่ะค่ะ”
หรือทำความรำคาญให้เขา และเป็น
“โอ้ย! โล่งไปที” แม่คิดด้วยความ
เพราะอายเขาด้วย แต่ปรากฏว่ามา ดีใจ “เราไม่ได้ไปรบกวนสมาธิเขา ค่อย
ถามเขาทีหลัง เขาก็บอกว่าไม่ได้ยิน ยังชั่ว นึกว่าเขาได้ยินเสียงร้องไห้” เอา
เสียงอะไร แม่ไม่ได้ถามเขาตรงๆ หรอก
ว่าได้ยินแม่ร้องไห้หรือเปล่า เดี๋ยวเขา
จะว่าแม่บ้าน่ะสิ นั่งอยู่ดีๆ มาร้องไห้
ได้แต่เลียบ ๆ เคียง ๆ ถามเขาว่า
“นั่งดีมั้ยคะ? แหม! เงียบดีจัง
เลยนะคะ ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนะ
คะ?” แล้วก็ดูว่าเขามีปฏิกิริยาอย่างไร
ปรากฏว่าเขาตอบว่า
จริงๆ แล้ว น้ำตามันไหลเฉยๆ ไม่ได้
มีเสียงสะอึกสะอื้น มาภายหลังจึง
ทราบว่า มีหลายคนเหมือนกันที่ปีติใจ
ในเวลานั่งสมาธิ แล้วเข้าถึงธรรม บาง
ครั้งถึงกับร้องไห้ แต่เป็นการหลั่งน้ำตา
ด้วยความสุข ความปีติในธรรมะที่เข้า
ถึง
ลูกคงสงสัยนะจ๊ะ ว่าที่แม่เล่า
“นั่งดีค่ะ ตอนเช้าๆ นี่อากาศดี ให้ลูกฟังว่า วันก่อนๆ แม่ต้องใช้เวลา
นานกว่าใจจะนิ่งได้คือพอแม่หลับตาปุ๊บ
ภาพเรื่องราวต่างๆ ก็ผ่านเข้ามาเป็น
ฉากๆ เป็นเรื่องลูกบ้าง เป็นเรื่องทาง
บ้านบ้างละ จิปาถะเป็นเรื่องๆ เข้าคิว
กันมาเชียว แหม! เราอยากเห็นองค์
พระเร็วๆ กลายเป็นเห็นอะไรก็ไม่รู้
แม่ก็พยายามทำใจ ปัดเรื่องราวที่คิด
นี้ออกไป ทีนี้พอแม่ยิ่ง “ต้าน” ก็เลย
ยิ่ง “ซื้อ” พาลทำให้ปวดศีรษะ ปวด
ตาตุ๊บๆ เลย ทำให้เหนื่อยทั้งกายทั้ง
ใจ เหมือนเราวิ่งไล่จับเงาของตนเอง
เหนื่อยเปล่า ๆ แม่พยายามวิ่งไล่จับ
“ใจ” ของตนเองให้ “หยุด” ยิ่งไล่ยิ่ง
เลอะไปกันใหญ่ ยิ่ง “อยาก” ก็เหมือน
กัลยาณมิตร ธันวาคม ๒๕๓๙ ๒๑