การปราบคอมมิวนิสต์และการทำงาน วารสารกัลยาณมิตร ปี 2532 ฉบับที่ 3 หน้า 41
หน้าที่ 41 / 124

สรุปเนื้อหา

พร้อมทั้งในด้านความรู้ความสามารถใน หน้าที่การงานและด้านจิตใจ แล้วออกทำงาน โดยเปลี่ยนยุทธวิธีต่าง ๆ เสียใหม่ ซึ่งปรากฏว่า ทำงานได้ผล เดือนหนึ่งสามารถตีฐานที่มั่น ของคอมมิวนิสต์ได้ ๔-๕ ฐานเป็นประจำ เพราะเราสามารถปกปิดเรื่องการพรางข่าว และพรางตัวโดยตลอด แล้วเป็นฝ่ายได้เปรียบ ลูกน้องไม่เสียชีวิต มีบาดเจ็บบ้างซึ่งก็เป็นเรื่อง ธรรมดา ผมทำงานอย่างนี้มาโดยตลอด ลูกน้องคนไหนทำงานดี ผมก็ยกย่องสนับสนุน ส่งเสริมให้ความดีความชอบ ก็ทำให้ทุกคน แย่งกันทำงาน ไม่มีใครกลัวตายเลยเพราะ เมื่อทำดีแล้วได้ดี จนกระทั่งกองอำนวยการ รักษาความมั่นคงภายในได้ทำประวัติการ ทำงานไปพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์พิธีพระราช ทานเพลิงศพผู้ที่เสียชีวิตเนื่องจากการปราบ ปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เมื่อปี ๒๕๑๗ ใคร ๆ อ่านเจอก็นึกว่าผมกลับบ้านเก

หัวข้อประเด็น

- การปราบคอมมิวนิสต์และการทำงาน

ข้อความต้นฉบับในหน้า

พร้อมทั้งในด้านความรู้ความสามารถใน หน้าที่การงานและด้านจิตใจ แล้วออกทำงาน โดยเปลี่ยนยุทธวิธีต่าง ๆ เสียใหม่ ซึ่งปรากฏว่า ทำงานได้ผล เดือนหนึ่งสามารถตีฐานที่มั่น ของคอมมิวนิสต์ได้ ๔-๕ ฐานเป็นประจำ เพราะเราสามารถปกปิดเรื่องการพรางข่าว และพรางตัวโดยตลอด แล้วเป็นฝ่ายได้เปรียบ ลูกน้องไม่เสียชีวิต มีบาดเจ็บบ้างซึ่งก็เป็นเรื่อง ธรรมดา ผมทำงานอย่างนี้มาโดยตลอด ลูกน้องคนไหนทำงานดี ผมก็ยกย่องสนับสนุน ส่งเสริมให้ความดีความชอบ ก็ทำให้ทุกคน แย่งกันทำงาน ไม่มีใครกลัวตายเลยเพราะ เมื่อทำดีแล้วได้ดี จนกระทั่งกองอำนวยการ รักษาความมั่นคงภายในได้ทำประวัติการ ทำงานไปพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์พิธีพระราช ทานเพลิงศพผู้ที่เสียชีวิตเนื่องจากการปราบ ปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เมื่อปี ๒๕๑๗ ใคร ๆ อ่านเจอก็นึกว่าผมกลับบ้านเก่าไปแล้ว มาเจอกันทีหลังดูป้ายชื่อก็ร้องอ้าว.... ยังอยู่อีก หรือ ครั้นปลายปี ๒๕๑๖ ขณะกำลังทำงาน มัน ๆ อยู่ ก็พอดีกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กำลังปรับปรุงระบบต่าง ๆ มีการคัดเลือก นายตำรวจที่เคยเป็นนักเรียนปกครองเข้าไป ปกครองบังคับบัญชานักเรียนนายร้อยตำรวจ สมัยผมเป็นนักเรียนก็เป็นนักเรียนปกครอง เขาก็ออกคำสั่งเลยให้ไปอยู่ที่โรงเรียน ผมก็ไป ลาผู้กำกับจังหวัด แทนที่ท่านจะให้ศีลให้พร ท่านกลับบอกว่า เฮ้ย.... คุณแค่นี้ก็ไม่รู้แล้วหรือ ต้องย้ายหนีอะไรทำนองนี้ ผมก็อธิบายให้ท่าน ฟังว่า ผมไม่ได้ย้ายหนี เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ทั้งนั้น เช่นเดียวกับตอนไปอยู่นาแกไปเจอะเจอ พรรคพวกทีไร พวกก็ถามว่า เอ๊ะ! มีเรื่องอะไร ถึงถูกย้ายไปนาแก บอกว่าไม่มีหรอก พูด เท่าไหร่ก็ไม่มีใครเชื่อ ผลที่สุดก็ไม่ตอบคำถาม ใครอีก ใครจะนึกอย่างไรก็ช่าง เรารู้ดีว่าเรา เป็นอย่างไรก็พอ ผมมารับราชการอยู่โรงเรียน ได้ ๒ ปี เป็นผู้บังคับหมวดยศ ร.ต.ท. ต่อมา ต้นปี ๒๕๑๙ ได้ยศ ร.ต.อ. ก็เป็นผู้บังคับ กองร้อย ส่วนที่นาแกทางราชการก็ยังไม่ มีนาคม ๒๕๓๒ สามารถเอาชนะคอมมิวนิสต์ได้ ใครที่ถูกย้าย ไปนาแก พอคำสั่งออกปุ๊บลาออกจากราชการ ไปเลยก็มี บางคนคำสั่งออกก็วิ่งเต้นไปช่วย ราชการกตป. วิ่งเต้นให้หน่วยงานอื่นขอตัวไป ช่วยราชการบ้าง ไปถึงรีบลงประจำวันกลับ กรุงเทพฯเลย พวกไม่มีเส้นมีสายก็ไป จำใจ ต้องอยู่นะครับ ดูปฏิทินอยู่นั่นแหละว่าเมื่อไหร่ จะถึงวันเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดสักที จะได้ ฉวยโอกาสกลับกัน ไม่ต้องทำอะไร ก็ไม่ สามารถปราบปรามกันได้สักที กรมตำรวจ ก็ประกาศหาใครจะไปเป็นสารวัตรอำเภอนาแก บ้าง ผมโดยส่วนตัวแล้ว ที่เข้ามาโรงเรียน คราวที่แล้วนั้นยังไม่อยากเข้า ยังมันอยู่กับ การทำงานที่นาแกก็เลยสมัครใจทันทีขอไป เป็นสารวัตรนาแก ซึ่งตำแหน่งผู้บังคับกองร้อย ที่โรงเรียนและสารวัตรอำเภอนาแกก็เป็น ตำแหน่งเดียวกัน ที่สมัครไปจึงไม่ใช่เพราะ ตำแหน่งสูงขึ้น เช่นเดียวกับที่ผมเป็นรองผู้ บังคับการ ๒ ที่ชลบุรี แล้วมาเป็นรองผู้บังคับ การโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานก็ ตำแหน่งเท่ากัน พอสมัครใจไปเป็นสารวัตรนาแกปุ๊บ รุ่งขึ้นกรมตำรวจก็ออกคำสั่งเดี่ยวทันทีเลย กลัวเปลี่ยนใจ พอได้รับคำสั่งผมก็ไปที่นาแก คราวนี้มีลูกน้องประมาณ 500 คน เป็น ตำรวจโรงพักประมาณ ๓๐๐ คน ตำรวจ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจพลร่ม ตำรวจ ตระเวนชายแดน ตำรวจรถยนต์หุ้มเกราะ รวมอีก ๓๐๐ คน ตอนนั้นผมอายุ ๒๓ ปี ย่าง ๒๘ ปี ต้องปกครองคนตั้ง 500 คน ทุกคนถืออาวุธหมด และไม่ใช่ปืนพกเหมือน ตำรวจนครบาลนะครับ มีแต่ เอช เค นาโต้ เอ็ม. ๑๖ ทั้งนั้น แล้วก็สะพานระเบิดเต็มไปหมด ผมรู้ว่า อส.ก็เยอะ ทหารอีกตั้งหลายกองพันก็ไปอยู่ ที่นั่น จากประสบการณ์ของผม ผมควรทำอะไร ไม่ต้องไปดูใครดูใกล้ ๆ ตัว นั่นแหละ ผมอายุน้อยกว่าเขาผมก็เรียกเขา ว่าพี่ ถามว่าพี่ทำไมกินเหล้าแต่เช้า เขาก็บอก ว่ากินแก้หนาว กินเพื่อให้จิตใจมันห้าวหาญ จะได้ปราบคอมมิวนิสต์ ผมก็งง... จะปราบ คอมมิวนิสต์ทำไมต้องเอาเหล้ามาเป็นเรื่องนำ ด้วย ใช้จิตใจที่เป็นภาวะปกติของเราที่สมบูรณ์ ไม่ดีกว่าหรือ เวลาไปลาดตระเวน กระติกน้ำ ข้างเอว ผมคว้ามาดูไม่มีน้ำหรอกมีแต่เหล้า เพราะในป่ามันหาเหล้าไม่ได้ แต่น้ำพอมี ๑๐ โมงแล้วตำรวจยังไม่ขึ้นโรงพักกันเลย ไปอยู่ที่ไหน ไม่ได้ไปไหนหรอกครับ กำลัง เล่นรัมมีอยู่ในบ้านพักห้องแถวหลังโรงพัก เวลาลูกน้องเอาแฟ้มไปเสนอให้เซ็นก็เซ็นใน วงไพ่นั่นแหละ แล้วลองคิดดูว่างานจะเดินหน้า ได้แค่ไหน จะเอาชนะคอมมิวนิสต์ชนะโจร ผู้ร้ายได้อย่างไร ถ้ายิ่งคั่วสเปโตก็ไม่ต้องอ่าน เลย ดีมันไม่เอาใบลาออกให้เห็นจะได้กลับบ้าน กันไป สั่งให้ลูกน้องไปลาดตระเวน ใครมัน จะไปก็หลบไปนอนกัน ไม่ได้ทำงานกันหรอก รัฐบาลต้องเสียเงินเดือน เสียเบี้ยเลี้ยง เสีย ค่าเช่าที่พัก ใครมีปีก มีอัตรา รัฐก็เสียค่าปีกอีก แต่ละเดือนมากมายมหาศาล ซึ่งก็แพ้มาโดย ตลอด พอนายเล่นการพนันได้ กินเหล้าได้ ลูกน้องก็จะเอาอย่างบ้างนะครับ หลัง ๑๐ โมงเช้า บ้างก็ขับรถเข้าอำเภอกินเหล้ากัน วางปืน วางระเบิด พอตึง ๆ เอากันแล้ว ดวลปืน กับหน่วยรบอื่น มันยิงกันเป็นว่าเล่น สมัยก่อน ผม สารวัตรก็ต้องคอยนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล ตั้งกรรมการสอบสวน ลงโทษลงทัณฑ์ ถ้าตาย ก็เอาศพไปจัดพิธีให้ ไม่ต้องทำงาน คอยแต่ แก้ปัญหาภายในกันเท่านั้น หรือถ้าไม่ยิงกันเอง ก็ยิงขึ้นฟ้าเล่นจนหมดกระสุนที่มันถืออยู่ ใคร จะเดือดร้อนก็ช่าง เรียกว่าคนอำเภอนาแก ฟังเสียงปืนจนกลายเป็นเสียงดนตรี มีคอม มิวนิสต์มาโจมตีหน้าที่ว่าการอำเภอ ตำรวจ ก็เฉย ชาวบ้านก็เฉย ข้าราชการก็เฉย นึกว่า ตำรวจมันยิงกันเอง จนกระทั่งอำเภอจะถูกเผา อยู่แล้วนะครับถึงตั้งตัวได้ ก็ยังพอแก้สถาน การณ์ได้ แต่พอมายุคผมแล้วไม่ว่าที่ ๑ ที่ ๒ ถ้ามีเสียงปืนดังผมถึงทันทีนะครับ ปากกระบอก ปืนกำลังอุ่น ๆ เจอปลอกกระสุนชัดเจนออกจาก ราชการทั้งหมด ก็ต้องปราบกันไป ลูกน้องที่ ถูกจับเรื่องค้าอาวุธหรือค้ายาเสพย์ติดที่ปักษ์ใต้ หรือสิบตำรวจโทที่ใหญ่คับอำเภอผมก็ไม่เอาไว้ กัลยาณมิตร ๓๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More