ข้อความต้นฉบับในหน้า
ประทีปธรรมแห่งภาค
ตะวันออก...
พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย ถือกำเนิด
ในสกุลของผู้นับถือศาสนาฮินดู คุณแม่ของ
ท่านเป็นบุตรของหัวหน้าผู้นำศาสนาฮินดู
ประจำหมู่บ้าน ขณะที่คุณตาของท่านกำลัง
จะประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่แล้วพิธี
ต่าง ๆ ต้องหยุดชะงักลงอย่างฉับพลัน เพราะ
คุณแม่ได้คลอดท่านในระหว่างนั้นพอดี คุณตา
ของท่านจึงได้พยากรณ์ว่า... เด็กคนนี้ จะต้อง
เป็นผู้เปลี่ยนแปลงศาสนาเดิมของตระกูลใน
วันข้างหน้าอย่างแน่นอน
พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย บรรพชา
เป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๙ ปี ณ อุโบสถวัดเหนือ
อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อปี พ.ศ.
๒๔๘๗ และจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าศรีไพวัลย์
ภายหลังจากออกพรรษาในปีนั้น ท่าน
จึงเดินทางไปมอบกายถวายตัวเป็นศิษย์ อยู่
ศึกษาธรรมปฏิบัติกับ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ณ วัดป่าบ้านหนองผือ จังหวัดสกลนคร จนอายุ
ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงได้อุปสมบท ณ วัด
ศรีโพนเมือง จังหวัดสกลนคร
นอกจากท่านได้อยู่ศึกษาธรรมปฏิบัติ
จากหลวงปู่มั่นโดยตรงแล้ว ก็ได้มีโอกาสไป
ศึกษาธรรมะกับครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น
ที่สำคัญอีกหลายองค์ เช่น หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่
ขาว และหลวงปู่สีลา ต่อมาเพื่อแสวงหาสถานที่
วิเวกสำหรับปฏิบัติธรรม ท่านจึงได้เดินธุดงค์
ไปหลายแห่งข้ามไปถึงฝั่งประเทศลาว ภาย
หลังลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงได้เดินทาง
กลับประเทศไทย
ได้ออกธุดงค์ไปถึงเมืองมะริด ทวาย ประเทศ
พม่า แถบถิ่นอาศัยของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง
นานพอสมควร แล้วจึงได้เดินทางออกมาที่
หัวหิน ระหว่างที่ตัดสินใจว่าจะเดินทาง
ต่อไปทางใต้หรือจะเดินทางกลับอีสานดีนั้น
ก็ได้รับการแนะนำจากพระอาจารย์ทิวา
อาภากโร ว่า น่าจะลองไปทางภาคตะวันออก
ดูบ้าง โดยเฉพาะที่จันทบุรี เพราะครูบาอาจารย์
ฝ่ายกรรมฐานหลายองค์เคยผ่านไปบ่อย ๆ
ท่านจึงตัดสินใจพาหมู่คณะพระภิกษุสามเณร
มาจันทบุรีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ญาติโยม
กราบนิมนต์ให้ท่านไปจำพรรษาอยู่วัดเนิน
ดินแดง
ครั้งหนึ่งท่านได้มีโอกาสขึ้นไปพักบน
เขาสุกิมที่เป็นสภาพป่าดงดิบหนาทึบเต็มไปด้วย
ต้นไม้ขนาดใหญ่มากมาย บรรยากาศเงียบ
สงบ ร่มรื่น ด้วยความงามแห่งธรรมชาติ
อากาศดี มีน้ำบริบูรณ์ ท่านพิจารณาเห็นว่า
เหมาะสำหรับเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง
ท่านจึงได้มาพักเพื่อเจริญสมณธรรมบนภูเขา
แห่งนี้ตั้งแต่วันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๗
ประทีปธรรมแห่งภาคตะวันออกได้ส่องแสง
ธรรมสว่างไสวนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา.... จาก
กุฏิหลังน้อยหลังคามุงจาก กลายมาเป็นวัด
เขาสุกิมบนพื้นที่กว่า ๓,๐๐๐ ไร่ มีวัดสาขา
อีกร่วมสิบสาขาในปัจจุบัน เป็นสิ่งยืนยันถึง
ความเลื่อมใสศรัทธาของสาธุชนที่มีต่อพระ
อาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย
ซุ้มประตูทางเข้าของวัดเขาสุกิม ได้สร้าง
อย่างสวยงามประณีต ช่วงบนของซุ้มประตู
เป็นรูปทรงเจดีย์ขนาดเล็ก ๓ องค์ ถัดลงมา
ธุดงค์ปฏิบัติธรรมในแถบ เป็นป้ายชื่อวัดเขาสุกิม สลักด้วยอักษรสีทอง
ภาคอีสาน
ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ พระอาจารย์สมชาย
และอยู่ใกล้ชิดกับสถานที่ตั้งของโรงพยาบาล
วัดเขาสุกิม ซึ่งพระอาจารย์สมชายจัดสร้าง
ให้กับทางราชการเป็นสาธารณประโยชน์
ของประชาชนในละแวกนั้น ตลอดจนนักท่อง
เที่ยวผู้มาเยือนหากใครเจ็บป่วยก็ได้พึ่งพา
อาศัย
วันนั้น... มิใช่วันหยุดสุดสัปดาห์ เนิน
ถนนทางขึ้นวัดเขาสุกิมจึงว่างเปล่า นาน ๆ
จะเห็นรถยนต์วิ่งผ่านไปมาสักคันหนึ่ง ผู้เขียน
และคณะได้มีโอกาสสัมผัสกับความร่มรื่น
ของพันธุ์ไม้ที่ปลูกให้ร่มเงาทั้งสองฝั่ง ตลอดจน
ทิวทัศน์โดยรอบของบริเวณวัดเขาสุกิมอย่าง
เต็มตาชื่นใจ ซึ่งถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์
หรือหน้าเทศกาลท่องเที่ยวฤดูผลไม้ของจันทบุรี
ในระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน จะ
คลาคล่ำด้วยผู้คนนับหมื่น ๆ คน รถยนต์จอด
เรียงรายตั้งแต่ลานจอดรถล้นเลยซุ้มประตู
ออกจนแทบจรดถนนใหญ่สายกรุงเทพฯ
ขบวนคาราวานรถยนต์ยาวเหยียด
ตราด
หลายกิโลเมตรทีเดียว
สิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวหรือสาธุชน
ผู้ไปเยือนเป็นครั้งแรก เห็นจะไม่พ้นรถกระเช้า
ไฟฟ้า ซึ่งลากเลื่อนด้วยลวดสลิงมีอยู่สองคัน
ขึ้นหนึ่งคัน ลงหนึ่งคัน นั่งได้คันละประมาณ
๑๕ คน ระหว่างนั่งอยู่ในรถกระเช้า สามารถ
มองเห็นภูมิประเทศของจันทบุรี มีทั้งที่ราบ
สูง ๆ ต่ำ ๆ และทิวขุนเขาต่าง ๆ ซึ่งมีความ
สวยงามไม่แพ้ทิวทัศน์ที่มองเห็นจากรถกระเช้า
ไฟฟ้าบนยอดปีนังฮิลล์ของประเทศมาเลเซีย
เชียวละ แต่ถ้าใครอยากออกกำลังแข่งกับ
รถกระเช้าไฟฟ้าบ้างละก็ ก็มีทางขึ้นเป็นบันได
ขนานกับรถรางกระเช้าให้เดินทดสอบสุขภาพ
หากใครเดินขึ้นถึงพร้อมกับรถกระเช้าแสดงว่า
สุขภาพร่างกายของท่านยังแข็งแรงสมบูรณ์
อยู่ดูโลกได้อีกนาน แต่ถ้าหยุดพักแล้วพักอีก
ยังไม่ถึงสักที ก็ปลงสังขารได้เลยว่า....เรามี
ความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไป
ไม่ได้
กั ล ย า ณ ม ต ร ๓๑
Kalyanamitra.org