ข้อความต้นฉบับในหน้า
22 พฤศจิกายน 2531
ตอนเช้าขณะกำลังอาบน้ำก็ลองมอง
เข้าไปข้างใน ด้วยความประหลาดใจ องค์พระ
ที่เห็นวันก่อน วันนี้เห็นชัดขึ้น สวยงามมาก
และดวงตรงกลางก็สว่างขึ้น ใหญ่ขึ้น ขณะที่
มองไปที่กลางดวงสว่าง ก่อนที่จะรู้ตัว เกิด
ความรู้สึกเป็นทุกข์มาก และพบว่าตัวเองกำลัง
ร้องไห้ เป็นความรู้สึกเศร้าโศก เสียใจ เจ็บปวด
ความทุกข์ไหลออกมาจากภายในเหมือนน้ำ
ที่ไหลมาอย่างรุนแรงเหมือนทำนบพัง ข้าพเจ้า
ท่านบอกไม่เป็นไร ดิฉันเข้าใจทันที ความรู้สึก
ทุกข์มากมายนั้นก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง บอกกับ
ตัวเองว่า อ้อ! ความทุกข์เป็นอย่างนี้เอง จิตที่
ยึดความทุกข์ไว้นั้นเป็นอย่างไร และจิตที่
ปล่อยวางความทุกข์แล้วเป็นอย่างไร มานึก
ทบทวนทีหลังว่าอะไรเป็นสาเหตุให้จิตเรา
เกิดความทุกข์มากมายอย่างนั้น เป็นความทุกข์
ลึก ๆ ที่เราไม่รู้ตัว แต่สั่งสมอยู่ในจิตของเรา
ก็นึกได้ว่าเมื่อประมาณสองเดือนก่อน (6
ไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น สักครู่จึงตั้งสติได้ กันยายน ๒๕๓๑) มีเหตุการณ์อันหนึ่งเกิดขึ้นที่
และหยุดร้องไห้ แต่ความรู้สึกถึงความทุกข์นั้น กระทบกระเทือนใจมากจนคิดว่าชาตินี้คงจะ
ยังไม่หายไป เกิดความไม่สบายใจเป็นอย่าง
มาก เมื่อดิฉันกราบเรียนท่านถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
และบอกว่าดิฉันลังเลมาก ไม่ทราบว่าตัวเอง
กำลังทำอะไรอยู่ ท่านบอกว่าไม่ให้ลังเล ถ้า
ลังเลก็หยุดแค่นี้ จะไม่สอนต่อ ดิฉันก็อยาก
จะบอกท่านว่า ไม่อยากทำแล้ว เพราะเกิด
ความทุกข์ใจเหลือเกิน หลวงพ่อท่านบอกว่า
“สิ่งที่โยมกล่าวมานี้ อาตมาได้
ประสบมาแล้ว จิตของคนเราสั่งสมไว้
ทั้งความสุข และความทุกข์”
ดิฉันจึงกราบเรียนถามว่า ถ้าเช่นนั้น
ก็ไม่เป็นไรใช่ไหม? ปล่อยให้มันไหลออกมา
ไม่มีทางลืมได้ แต่หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ครั้งนี้ ทำให้ดิฉันคิดได้ว่า อภัยทานเท่านั้น
ที่จะทำให้จิตของเราพ้นจากความทุกข์ที่ยึดไว้
ได้ และคิดว่าจะระวังไม่ให้จิตไปยึดอะไรมา
เป็นทุกข์อีก
ในการปฏิบัติบางครั้งทำไมถึงเห็นอะไร
แปลก ๆ คงเป็นเรื่องที่คิดไปเอง ท่านบอกว่า
ถ้าทำถูกวิธีจะไม่เห็นอะไรนอกจากดวงกับพระ
มีสิ่งแปลกอีกอย่างคือ ทำไมมีความรู้สึกว่า
จะเข้าไปในดวงแต่ไม่กล้าเข้าไป ท่านบอก
ถูกต้องแล้ว ให้เข้าไปไม่ต้องกลัว ไม่มีอันตราย
หรืออะไรน่ากลัว ดิฉันก็ยังไม่หายข้องใจ
รู้สึกว่าวิธีทำสมาธิของหลวงพ่อเป็นวิธีที่แปลก
ใหม่มาก ไม่เข้าใจว่าทำอะไรอยู่ มันจะเหมือน
กับที่เคยศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท เรื่องทุกข์
สมุทัย นิโรธ มรรค ไหม? หลวงพ่อท่านบอก
ให้วางเรื่องพวกนี้ไว้ก่อน ขณะนี้ให้ฝึกสมาธิ
ให้ถึงธรรมกาย จึงจะเรียนธรรมเหล่านี้ได้
ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่า ธรรมกายที่ท่านพูดถึงคือ
อะไร? ไม่เคยได้ยินได้ฟังที่ไหนมาก่อน แต่เมื่อ
ท่านบอกว่าเรื่องเดียวกันก็เลยตกลงใจจะทำต่อ
และจำคำของท่านที่บอกว่า ให้กำหนดภาพ
สุดท้ายที่เกิดขึ้นไว้ที่ศูนย์กลางกาย และให้มอง
เข้าไปตรงกลางเสมอ ถ้าทำถูกจะเห็นดวงกับ
พระ
คืนนั้นกำหนดต่อ องค์พระก็หายไป
มีแต่ดวงสว่าง ไม่ใส ขณะหลับตาดูดวงสว่าง
ที่ตรงกลางสักครู่ก็เห็นตรงกลางดวงสว่างนั้น
แยกตัวออก และรู้สึกตัวเองตกลงไปในช่อง
เล็ก ๆ สว่าง ๆ เร็วมาก เหมือนลมพัดไปเรื่อย ๆ
เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด นึกถามตัวเองว่า
นี่เราจะไปไหนกันนี่ ขณะที่ฉุกคิดถามตัวเอง
ทางสว่างนั้นก็หายไป เห็นตัวเองกำลังวิ่งอยู่
รู้สึกเหนื่อยและหลับไป
Kalyanamitra.org
ก ล ย า ณ ม ต ร
๖ด