ข้อความต้นฉบับในหน้า
โบสถ์บวางตะวัน
ที่แท้คือ การได้อาศัยร่มและเงา
ถาม โดยปกติพระอุโบสถ สร้างโดยหันหน้ามาทางทิศตะวันออกเสมอ แต่ในกรณี
ที่พระอุโบสถได้ก่อสร้างโดยหันหน้าไปทางทิศเหนือ ชาวบ้านพูดว่าเป็นการขวางตะวัน
จึงมีปัญหาในการก่อสร้างต่อไปให้สำเร็จ ขณะนี้การก่อสร้างดำเนินไปเพียง ๑๐% เท่านั้น
ขอกราบเรียนถามว่า จะมีทางแก้ไขอย่างไรให้เป็นไปตามความนิยมของชาวบ้าน
ตอบ โดยทั่วไป ในการก่อสร้าง อย่าว่าแต่โบสถ์เลย อาคารอะไรก็ตาม เรานิยมว่า
ไม่ขวางตะวัน เพราะอะไร เพราะถ้าเราสร้างแล้วขวางตะวัน วางอาคารในแนวเหนือใต้
อย่างนี้ เช้าแดดส่องด้านนี้ก็แทบจะทะลุมาอีกด้านหนึ่ง ตกลงอาคารที่สร้างในแนวเหนือใต้
ร้อนทั้งชาติ โดยนิยมก็จึงสร้างในแนวตะวันออกตะวันตก เช้าแดดส่องมาอย่างมากก็ลึก
เข้ามาแค่นี้ เอ้าก็ร้อนหน่อยเดียว เย็นหรือบ่ายแดดส่องมาก็แค่นี้ เพราะฉะนั้นส่วนตรงกลางนี้
อย่างไรก็เย็นสบายดีตลอดทั้งปีทั้งวัน เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปก็ปลูกกันในแนวตะวันตก
ตะวันออก นี่ในกรณีที่ไม่มีอะไรบังคับ ว่ากันตามธรรมชาติ ถ้ามันมีความจำเป็นบังคับ
จริง ๆ ก็ได้ บางที่มีปัญหาติดแม่น้ำ แล้วบางที่มีฉากต้นไม้บัง มันจะช่วยได้มันก็ไม่น่าเป็นห่วง
ถ้าเราสร้างในแนวเหนือใต้ ถึงจะโดนแดดส่องตอนเช้าหนักตอนบ่ายก็หนัก แต่ว่า
ถ้ามันมีแนวไม้ หรืออาจจะมีตัวอาคารอื่น ๆ มาช่วยขวางอยู่ ความที่จะร้อนทั้งเช้าทั้งเย็น
ก็จะหมดไป ก็มีสิทธิ์ที่จะสร้างได้ แต่ว่าก็ดูเป็นกรณีไป กรณีที่มีถนนผ่านหน้าวัดในลักษณะ
อย่างนี้ ก็ต้องหันหน้าสู้กันก็ว่ากันไป
คราวนี้ในกรณีที่บอกว่า ทำมาแล้ว ๑๐% คงเป็นแค่ฐานรากเท่านั้นมั้ง ถ้าแค่ฐานราก
แล้วมันไม่ถึงกับเสียหายอะไรมากนัก อะไรพอยอมชาวบ้านได้บ้างก็ต้องยอม แต่ว่าถ้าเรา
ลงไปมากแล้ว และมันก็ไม่ทำให้ผิดในเรื่องสภาพดินฟ้าอะไร คิดว่าไม่ควรจะยอมก็ไม่ควร
จะยอม ดูเป็นกรณีๆ ไป คือญาติโยมบางท่านเอาธรรมเนียมจัดเกินไปโดยไม่คำนึงถึงภูมิประเทศ
หรือบางทีเขาถือธรรมเนียมโดยไม่ทราบเหตุผลก็ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขัดคอกันบ้าง แต่ว่า
ถ้ามีเหตุอย่างอื่นก็พิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไปก็แล้วกัน
กั ล ย า ณ ม ต ร ๕๕
Kalyanamitra.org