ข้อความต้นฉบับในหน้า
เมื่อรถของเรามาจอดอยู่ที่หน้าสมาคม
สมถะ ซึ่งมีรูปทรงเป็นโบสถ์คริสต์หลังเล็ก
เก่า ๆ ภายนอกเป็นเพียงก่ออิฐเปลือยสีแดง
ที่เรียบง่าย ไม่มีลวดลายประดับประดาหรือ
การตกแต่งใด ๆ ทั้งสิ้น จึงดูเหมือนอาคารนี้
รกร้างมาเป็นเวลานาน ตั้งอยู่ในบริเวณเนื้อที่
ประมาณไร่เศษ ด้านข้างของโบสถ์มีลาน
ซีเมนต์โล่งกว้างใหญ่ มีเพียงแผ่นป้ายเล็ก ๆ
ติดอยู่ที่หน้ารั้ว บอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ทำการ
ของสมาคมอันมีชื่อชวนฉงนแห่งนี้ หลังจาก
ที่เดินวนเวียนอยู่หลายรอบ พอเคาะประตู
ก็มีชายคนหนึ่ง รูปร่างเล็ก โผล่ออกมาทักทาย
ด้วยกิริยาซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาไม่ค่อยจะมี
ความเชื่อมั่นในตัวเองเท่าใดนัก เขาแนะนำตัว
ว่าเขาชื่อ ฟรานซิส เป็นนายแพทย์ ทำหน้าที่
เป็นผู้ต้อนรับพระในวันนี้ เขาพูดติดอ่าง
ในบางครั้ง แม้กระนั้นก็ตาม อาตมาฟังออกว่า
สำเนียงการพูดของเขานั้นไม่ใช่สำเนียงของ
คนท้องถิ่นนี้
คุณหมอฟรานซิสนำอาตมา พร้อมกับ
โยมคนไทยและเพื่อนชาวอังกฤษของเขาอีกคน
ให้เข้าไปพักในห้องเล็ก ๆ ภายในมีการตกแต่ง
แบบง่าย ๆ หน้าต่างนั้นก็ไม่มีกระจกที่ใช้การ
ได้แต่อย่างใด มีเพียงพลาสติกใสซึ่งนำมา
ปิดไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อกันความหนาวเย็น
ของอากาศภายนอก และเตาทำความร้อน
ต้องใช้แก๊สซึ่งส่งเสียงดังไปทั่วห้อง เพื่อ
กระจายความอบอุ่นแก่อาคารอันเย็นยะเยือก
แห่งนี้ เขาจัดห้องนี้ให้เป็นห้องพักของอาตมา
ตลอดระยะเวลาที่มาสอนสมาธิให้กับสมาชิก
ของสมาคมนี้ ห้องนี้อยู่ชั้นล่างของอาคาร
ขึ้นบันไดไปก็จะเป็นห้องสมุดขนาดไม่ใหญ่
ซึ่งใช้เป็นที่ประกอบอาหาร และที่เก็บอุปกรณ์
ทำความสะอาด ลึกเข้าไปข้างในของโบสถ์
เก่า ๆ แห่งนี้ มีห้องซึ่งสามารถให้คนเข้ามานั่ง
ได้ประมาณ ๓๐ คน ใช้เป็นที่ประชุมสนทนา
ปราศรัย
ห้องที่น่าสนใจมากที่สุดนั้นคือห้องโถง
ใหญ่ ผนังด้านในสุดเป็นพระพุทธรูปพุทธ
ชินราชจำลองขนาดเท่าองค์จริง มีผ้าม่าน
กำมะหยี่อย่างดีกั้นไว้ หน้าแท่นบูชาจัด
ตกแต่งแบบฝรั่ง มีสวิตช์ไฟเล็ก ๆ ติดอยู่ข้าง
ที่นั่ง ซึ่งยกพื้นสูงขึ้นมาเพียงเล็กน้อยสำหรับ
พระอาจารย์นั่งสอนสมาธิ หรือสำหรับพระภิกษุ
แสดงธรรม พื้นห้องทั้งหมดปูพรมเนื้อแน่น
อย่างดี ผนังอีกด้านหนึ่งนั้นมีภาพจิตรกรรม
ฝาผนัง ซึ่งดูแล้วมีความหมายซึ่งแสดงความ
เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของคนตะวันตก
ห้องโถงนี้
คนทั้งหมดได้ประมาณ ๒๐๐ คน
เดิมก็คงจะเป็นห้องสำหรับประกอบพิธีกรรม
ของชาวคริสต์ คุณหมอฟรานซิสได้เล่า
ประวัติย่อ ๆ ของอาคารแห่งนี้ให้ฟังว่า เดิม
เป็นโบสถ์ร้าง และทางสมาคมได้ขอซื้อต่อ
จากเจ้าของเดิมในราคาที่ถูก เพื่อใช้เป็นที่
สำหรับประชุมคนที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม
ที่นั่น และจำนวนของผู้ที่มาปฏิบัติธรรมของ
สมาคมแห่งนี้ก็เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี โดยไม่จำกัดว่า
จะเป็นชาวพุทธหรือเป็นผู้นับถือศาสนาใด
ศาสนาหนึ่ง
ผู้ที่ก่อตั้งสมาคมแห่งนี้ชื่อ แลนซ์ โคซิน
(Mr. Lance Cousin) เป็นอาจารย์สอนบาลี
สันสกฤต ของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์
คุณหมอฟรานซิสก็ได้อธิบายให้อาตมาทราบ
ว่า มิสเตอร์แลนซ์ได้ใช้เวลาหลังจากการสอน
มีหนังสือพุทธศาสนาที่สำคัญอยู่บางเล่ม ภาษาบาลีสันสกฤตและพุทธศาสนาในมหา
เท่านั้นเอง มีการจัดระเบียบหนังสือไว้อย่าง
งดงาม มีป้ายติดบอกคุณสมบัติของผู้ที่จะมา
ใช้ห้องสมุดแห่งนี้ด้วย ว่าจะต้องเป็นสมาชิก
นานกว่าหนึ่งปีขึ้นไปจึงจะมีสิทธิ์ยืมหนังสือ
จากที่นี่ไปอ่านได้ หรือเข้ามาใช้บริการจากที่นี่
ได้ ลึกลงไปมีห้องใต้ดินเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง
วิทยาลัย มาปลูกศรัทธาในหมู่ของนักศึกษา
และประชาชนในเมืองนี้ จนสามารถจัดตั้งขึ้น
เป็นกลุ่มปฏิบัติธรรมเล็ก ๆ เกิดการขยายตัว
และมีการรวบรวมปัจจัยจากสมาชิก จนกระทั่ง
สามารถซื้ออาคารที่เป็นโบสถ์เก่าอันรกร้างนี้
ได้จากเทศบาลเมือง เพื่อใช้ประโยชน์ในการ
สาธารณกุศล หลังจากตัวเองได้ก่อตั้งสมาคม
นี้ให้มั่นคงแล้ว ภายหลังก็เตรียมตัวจะลาออก
จากตำแหน่งประธานผู้บริหาร มาใช้ชีวิตของ
ตนอย่างเงียบ ๆ พยายามศึกษาค้นคว้าภาษา
บาลีสันสกฤต แล้วปฏิบัติธรรมของตัวเองไป
ตกเย็นวันนั้น ผู้ที่ถูกกล่าวขวัญถึงบ่อย
ที่สุดคือ มิสเตอร์แลนซ์ ก็ได้เข้ามาพบอาตมา
เขาเป็นชาวอังกฤษรูปร่างสันทัด แต่งตัว
เรียบร้อยสมกับที่เป็นอาจารย์ ไว้เครา ผมสีดำ
เข้าก้มลงกราบอาตมาด้วยความนอบน้อม
นั่งพับเพียบพร้อมกับแนะนำตัวเองและเล่า
ประวัติส่วนตัวให้อาตมาฟังคร่าว ๆ ว่า เดิม
ที่เดียวนั้นก็ไม่ได้มีความสนใจในพุทธศาสนา
มาก่อน จนกระทั่งได้เข้ามาศึกษาในมหา
วิทยาลัยเคมบริดจ์ และที่นั่นเขาได้พบกับ
พระภิกษุไทยรูปหนึ่งซึ่งสอนให้รู้จักการทำ
สมาธิภาวนา เขาเองได้เรียนภาษาบาลี
สันสกฤตที่นั่นจนแตกฉาน แล้วก็เรียนพุทธ
ศาสนาด้วยความศรัทธาอย่างดื่ม เขามี
เพื่อนคนหนึ่งซึ่งอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน
และเพื่อนคนนี้กับตัวเขาเองก็ได้เป็นหัวเรี่ยว
หัวแรงจัดตั้งสมาคมสมถะนี้ สาขาที่ใหญ่
อีกแห่งหนึ่งก็คือสมาคมสมถะในเมืองเคมบริดจ์
ซึ่งก็มีผู้มาปฏิบัติธรรมฝึกสมาธิอยู่มิใช่น้อย
เช่นเดียวกัน
มีอยู่คราวหนึ่ง มิสเตอร์แลนซ์ได้เดินทาง
ไปที่เมืองอ๊อกซฟอร์ด เพื่อสอนสมาธิ และ
ได้ยินนักศึกษากลุ่มหนึ่งกล่าวถึงอาตมา เล่า
ให้ฟังถึงวิธีการทำสมาธิตามแนววิชชา
ธรรมกาย ด้วยความศรัทธาอยากจะพบ และ
อยากให้สมาชิกซึ่งเคยฝึกมานานกว่าเจ็ดแปดปี
ขึ้นไปแล้ว ซึ่งเป็นครูสอนสมาธิของสมาคมนี้
ให้ได้เรียนรู้วิธีการฝึกสมาธิอย่างอื่นบ้าง
สมาคมสมถะแห่งนี้ฝึกการทำสมาธิแบบ
อานาปานสติเป็นหลักตามแบบพระไทยรูปนั้น
ซึ่งอาตมาทราบภายหลังว่าได้ลาสิกขาแล้ว
และก็ได้มีการนิมนต์พระจากวัดอื่น ๆ เช่น
วัดจิตตวิเวก หรือวัดอมราวดี ของท่านอาจารย์
สุเมโธ หรือพระภิกษุจากที่อื่น ๆ มาบรรยาย
กั ล ย า ณ ม ต ร ๔๗
Kalyanamitra.org