ข้อความต้นฉบับในหน้า
ไม่มีภาระอะไรให้กังวล
ถามว่าอะไรเป็นต้นเหตุหรือ ก็เห็นตกลง
ปลงใจกันมาแต่ต้นแล้วว่า จะล่มหัวจมท้าย
จัดงานนี้ ด้วยวัตถุประสงค์อย่างนั้น ๆ จะ
บริหารธุรกิจให้ได้กำไรเท่าโน้นเท่านี้
ปกครองประเทศร่วมกันให้เป็นปึกแผ่น เป็น
จะ
มหาอำนาจ ตอบว่าในการทำงานร่วมกันเป็น
หมู่คณะเป็นทีม โอกาสที่จะกระทบกระทั่งกัน
เองมีอยู่เป็นต้นว่า
๑. การวางตัวของแต่ละบุคคลไม่ดี
พอ เนื่องจากมีศีลไม่เสมอกันบ้าง กิริยา
มารยาทไม่เหมาะสมบ้าง เพราะได้รับการ
ฝึกอบรมมาต่างกัน บุคลิกเฉพาะตัวของแต่ละ
คนไม่เหมือนกัน บางคนแค่เห็นหน้าไม่ทันทำ
อะไร ก็ไม่ถูกชะตากันเสียแล้ว แต่ช่วยไม่ได้
ที่ต้องมาทำงานร่วมกัน
๒. การบริหารงาน การแบ่งสรร
ปันส่วนงาน
และการมอบหมายความ
รับผิดชอบ ไม่เหมาะสม
๓. การสมานไมตรีกันเองในหมู่
คณะ และการติดต่อสัมพันธ์กับหมู่คณะ
อื่นยังไม่ดีพอ
สาเหตุใหญ่ ๆ ทั้ง ๓ ประการนี้ ถ้าเกิด
กับทีมงานที่เป็นทีมใหญ่ และคนในทีมแต่ละคน
ล้วนแต่มีฝีมือเยี่ยม ๆ หรือที่เรียกกันตามภาษา
ชาวบ้านว่า “รอบจัด” แทนที่จะดีกลับไม่ได้งาน
เพราะไม่มีใครยอมลงให้กัน
อุปมาก็เหมือนนิ้วมือของคนเรา ถ้า
สวมแหวนเพชร หรือแหวนมรกตงาม ๆ สักวง
ยิ่งเพชรเม็ดโต ๆ น้ำงาม ๆ โดนแสงแล้วกะพริบ
วูบ ๆ วาบ ๆ เข้าด้วย ต่อให้สวมอยู่ในนิ้ว
เหี่ยว ๆ ก็ยังน่าดู ทำให้รู้สึกว่ามือสวยขึ้นมาก
ใครที่ไม่รู้จักเห็นเข้า เขาไม่นึกหรอกว่าเป็น
แม่ค้าธรรมดาแต่เข้าใจว่าเป็นคุณหญิง ท่าน
ผู้หญิงไปโน่น แต่ถ้าใส่ทีเดียวสิบนิ้ว ๆ ละ
ยี่สิบกะรัตเลย ต่อให้เป็นคุณหญิงจริง ๆ เขาก็
นึกว่าลิเกหลงโรง ยิ่งอุตริลามไปใส่นิ้วเท้าเข้า
อีกสิบนิ้ว เดินลากเกี้ยะโชว์แหวนวูบ ๆ วาบ ๆ
ไปตลอดทาง คราวนี้ต้องถูกจับมัดส่งโรง
พยาบาลประสาทได้แล้ว เพราะเขานึกว่าบ้า
- แหวนเพชรงาม ๆ เขาใส่กันวงเดียว
ฉันใด หน่วยงานหรือวัดก็ฉันนั้น เขาได้
บุคลากรดี ๆ เพียงคนเดียวหรือสองคนเขาก็
ดีใจแล้ว แต่สำหรับที่วัดพระธรรมกาย
ลูกศิษย์หัวแก้วหัวแหวนเก่ง ๆ นั่งอยู่ข้างหน้า
หลวงพ่อนี้มีอยู่ตั้งสิบยี่สิบคน ถ้าเป็นแหวน
เพชรก็ไม่รู้ว่าสวมไว้นิ้วละกี่วงต่อกี่วงไม่รู้
ซ้อนกันเป็นตับ แทบจะงอนิ้วไม่ได้เลย
อันที่จริงแล้วเป็นเรื่องดี เพราะในยุค
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รวมเอาคนเก่งคนดี
ไว้ถึง ๘๐ รูป เรียกว่า พระอรหันต์อัจฉริยะ
หรือพระขีณาสพ เอตทัคคะ คือ พระอรหันต์
ที่มีความสามารถเป็นเลิศในทางต่าง ๆ กัน
ท่านเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการประกาศ
พระศาสนา แต่ท่านหมดกิเลสแล้วจึงไม่มี
กรณีชิงดีชิงเด่นกัน ข้อสำคัญท่านยึดหลัก
การประกาศพระศาสนาตามโอวาทปาฏิโมกข์
ที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้ในวันมาฆบูชา
ครั้งแรก การทำงานของท่านจึงเป็นไปในแนว
เดียวกันพุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ไม่มีพลาด
และพระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองมาจน
ทุกวันนี้ ท่านให้หลักไว้อย่างไรไปหาอ่าน
เอาเองในหนังสือ “โอวาทปาฏิโมกข์” ที่
หลวงพ่อเขียนไว้ให้ก็แล้วกันนะ
ในกลุ่มงานใดหากขาดอปริหา
นิยธรรม กลุ่มงานนั้นก็ล่มสลายอยู่ไม่ได้
ประเทศชาติใดขาดอปริหานิยธรรม
ประเทศชาตินั้นก็จะสูญชาติ
แม้พระพุทธศาสนาก็เช่นกัน หาก
ขาดอปริหานิยธรรมวันใด วันนั้นก็เป็นวัน
ล่มสลาย ตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ ก็เล่าให้ฟัง
แล้ว ลองไปตรวจดู
(อ่านต่อฉบับหน้า)
๘๐ ก ล ย า ณ ม ต ร
Kalyanamitra.org