ข้อความต้นฉบับในหน้า
ครั้นให้ทานโดยเคารพแล้ว ย่อมเป็นผู้ เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก อื่นว่า "สัตบุรุษ ครั้นให้ทานไม่กระทบ
มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และ และย่อมเป็นผู้ได้รับความสำเร็จสมความ ตนและผู้อื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มี
เป็นผู้มีบุตรบริวาร เป็นผู้เชื่อฟังอยู่ใน ประสงค์ในเวลาที่ต้องการได้โดยง่าย” ทรัพย์มาก มีโภคะมาก และทรัพย์
๔. ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ สมบัติที่ได้มาจะคงทน ภัยใด ๆ ย่อมทำ
โอวาทแห่งตน”
ต.
ดังนั้น การที่จะให้ตัวเราเป็น
ให้ทานตามกาล คือให้ คือ ช่วยเหลือด้วยจิตเมตตาสงสาร อันตรายมิได้”
ทานตามเวลาที่ควรจะให้ ซึ่งเรียกว่า ปรารถนาให้พ้นทุกข์ โดยไม่คิดหวัง
กาลทาน มี ๕ อย่างคือ
๑. อาคันตุกทาน การให้
ทานแก่ผู้มาจากต่างถิ่น
๒. คลิกทาน การให้ทาน
แก่ผู้กำลังจะเดินทาง
สิ่งตอบแทนใด ๆ จากผู้รับทั้งสิ้น “ผู้ให้บริสุทธิ์” จะต้องมีความละเอียด
พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงอานิสงส์ รอบคอบ มีใจประณีตละเอียดอ่อน
ของการให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ว่า มีศีลสมาธิปัญญา ตั้งมั่นในสัปปุริสทาน
"สัตบุรุษ ครั้นให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ และมีสติจรดใจที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
แล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มี ตลอดเวลา จึงจะเป็นผู้ให้บริสุทธิ์ที่แท้จริง
“ร่ำรวยข้ามภพ มั่งมีข้ามชาติ
๓. คิลานทาน การให้ทาน โภคะมาก และมีจิตน้อมไปในความสุข
แก่บุคคลผู้ป่วยไข้
ที่ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไป”
๔. ทุพภิกขุทาน การให้ทาน
แก่บุคคลผู้ประสบภัย
7
๔. ให้ทานไม่กระทบตนและ
ผู้อื่น คือการให้ทานโดยไม่ทำบุญปน
บาป ไม่ทำให้ตนหรือผู้อื่นต้องได้รับ
ความเดือดร้อน การให้ทานที่กระทบ
๕. นวผลทาน การให้ผล
ใหม่ ๆ ซึ่งถูกจำกัดด้วยกาล เช่น
การทอดกฐิน การถวายผลไม้อันเลิศ ตนและผู้อื่น เช่น ขโมยเงินคนอื่นมา
ที่เกิดในต้นฤดูกาล
พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงอานิสงส์ เป็นต้น
ของการให้ทานตามกาลว่า "สัตบุรุษ
ทำบุญ ล้มวัวล้มควายมาแบ่งกันกิน
พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงอานิสงส์
เพราะฉลาดในการให้
๏ ให้ทานแล้ว ได้บุญมาก นั้นไม่ยาก
ขอฝังฝาก สี่ข้อ ให้สดใส
ทั้งวัตถุ เจตนา ผู้รับไป
และผู้ให้ ล้วนผ่องผุด บุญสุดคณา
ทานในธรรมภาคปฏิบัติ
การให้ทาน ถือว่าเป็นหนึ่ง
เป็นหนึ่งในทศบารมี
ครั้นให้ทานโดยกาลอันควรแล้ว ย่อม ของการให้ทานโดยไม่กระทบตนและผู้ ในกุศลธรรม
กัลยาณมิตร มกราคม ๒๕๓๕ ๒