ข้อความต้นฉบับในหน้า
สวนกันใกล้ ๆ น้ากลัว
ๆ
มันจะวิ่งเสยกันแล้วหัว
เรือมันจะเสียบคนตาย”
น้าน้อยทำท่า
ห่อตัวด้วยความเสียวไส้
ขณะพูด
พี่นิภาหัวเราะ
ชอบใจ น้าน้อยมอง
ยิ้ม เหมือนก้อนให้
วงใหญ่ แล้วพูดต่อไปว่า
"เวลาเรือแล่น
เร็ว ๆ สวนกัน มัน
กระแทกผิวน้ำแตกกระเซ็น บางทีเสื้อผ้า
เปียกปอนไปหมด คนขับเรือหัวเราะชอบใจขณะ
ที่คนนั่งด่าพึมพำเชียวละ ยิ่งน้ำเจ้าพระยา
ภาพมีพร้อม
ว
ตถุสถาน และ
เน่าเหม็น น้ายิ่งไม่ชอบใหญ่เลย ฉะนั้นถ้าไม่ ศิลปะตกแต่ง ภายในวัดราช
จำเป็น น้าไม่นั่งหรอกเรือหางยาวน่ะ”
โอรสฯ เป็นศิลปะแบบจีนตาม
พี่นิภาแอบยิ้มให้กับฉันอีกครั้ง ก่อน พระราชนิยมในรัชกาลที่ ๓
ที่จะจอดรถให้เรียบร้อยข้าง ๆ กำแพงเขตกุฏิ
คณะใต้
"ลักขณ์ นิภา เราไปนมัสการท่าน
เจ้าคุณพระเทพปริยัติโมลีกันก่อนเถิด” ว่าแล้ว
น้าน้อยก็เดินนำเราทั้งสองไปยังกุฏิใหม่ของท่าน
ๆ
ให้
เจ้าอาวาส น้าน้อยได้กราบเรียนท่านว่า ฉัน
อยากมาชมวัดเพื่อจะได้เขียนเรื่องวัดนี้ไปให้เบญจ
ก็เพื่อเบญจ์จะได้โฆษณามรดกไทยที่ดี
คนต่างชาติรู้บ้างไงละ ท่านก็ใจดีนะ แม้ท่าน
กำลังยุ่งด้วยจัดเตรียมงานรับเสด็จพระเจ้าหลาน
เธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ซึ่งจะเสด็จแทน
พระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมา
ถวายผ้าพระกฐินหลวง ในบ่ายวันที่ ๓ พ.ย.
นี้แหละ ท่านเลยไม่ว่างพาชมเอง ท่านว่า
"น้าเราน่ะ รู้ทิศทางวัดนี้ดีอยู่แล้ว
พาเข้าไปชมได้เลย วันนี้พระวิหารพระพุทธ
ไสยาสน์ก็เปิดพอดีด้วย เอาหนังสือนี่ไป
อ่านประกอบแล้วกันนะ” ท่านหยิบหนังสือ
ปกสีแดงสดส่งให้ฉันเล่มหนึ่ง
โอ๊ย! เบญจ์เอ๊ย ราวกับท่านรู้ใจฉัน
แน่ะ หนังสือที่ท่านให้เป็นประวัติวัดราชโอรสฯ
๘๖ มกราคม ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร
ซึ่งท่านจัดพิมพ์เองเมื่อ
ครั้งงานพระราชทาน
เพลิงศพพระราชโมลี
(ณรงค์ จิตญาโณ)
อดีตเจ้าอาวาส เมื่อวันที่
๒๐ มีนาคม ๒๕๒๕
ฉันดีใจมากเลย กราบ
งามสามที่ คือกราบลา
ไปในตัวด้วยเลยไงล่ะ
ดีใจดังได้แก้ว โอ้โฮ!
เนื้อหาที่อยากรู้เพียบเลย
แผนที่ของเก่ามีประกอบด้วย
แล้วเบญจ์จะไม่ให้ฉันดีใจดังได้แก้วยังไง จริงมั้ย
จ๊ะเบญจ์
จากแผนผังเก่า ทำให้ฉันพอทราบว่า
บริเวณกุฏิใหม่ของท่านเจ้าอาวาสและศาลา
เจษฎาบดินทร์ (สด อุปถัมภ์) ซึ่งสร้างใหม่
เป็นศาลาใหญ่ยกพื้นสูงขึ้น เคยเป็นบริเวณ
มณฑป ฉันดูรูปภาพจากหนังสือที่ท่านให้เห็น
เป็นตึกชั้นเดียวแต่ยกพื้นสูงแบบบ้านไทยหลัง
คาทรงปั้นหยา น้าน้อยยืนยันว่าเคยเห็น ก็
เพิ่งซื้อไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗-๒๕๒๘ นี่เอง
"น้ายังชอบใจเลยที่ใต้ชายคาของหน้า
มุขมีไม้ฉลุลวดลายเหมือนลายผ้าลูกไม้ ซึ่ง
เดี๋ยวนี้คนกำลังหันมานิยมอีก และที่ชั้นล่าง
ตรงด้านหน้าที่หันออกสู่คลองด่านมีประตูโค้ง
คล้ายเกือกม้าอยู่กลางระหว่างบันไดขึ้นลงทั้งสอง
ข้าง ตัวบันไดใหญ่ยาว หันหน้าไป
ทางคลองด่านเหมือนกันนะ ไม่ใช่แอบข้าง ๆ
นะ เขาเรียกบันไดแบบนั้นว่า บันไดหูช้าง
นอกจากนี้ ตรงประตูโค้งเกือกม้า ยังมีระฆัง
แขวนอยู่ใบหนึ่ง ทราบมาว่าพุทธศาสนิกชน
แถบนี้สร้างเป็นพุทธบูชาเมื่อฉลอง
๒๕
พุทธศตวรรษ ถ้าหารูปเจอน้าจะให้ลักขณ์นะ”
เจ้าประคุ้น ขอให้หาพบทีเถอะ ฉัน
จะได้ส่งมาอวดเบญจ์ในคราวหน้าไงล่ะ แล้ว
เบญจ์จะได้รู้ว่าหน้าตาบันไดหูช้างเป็นยังไง
เพราะพูดเฉย ๆ เบญจ์อาจไม่เข้าใจก็ได้