ข้อความต้นฉบับในหน้า
จารวัตรของครูบาศรีวิชัย ต่างทยอยกันมาจาก
ทั่วสารทิศจนเต็มบริเวณเชิงดอย เพื่อมาร่วม
กันสละแรงงานช่วยกันสร้างถนนโดยไม่มีค่า
จ้างหรือ ค่าแรง แต่อย่างใด วันหนึ่งๆ จะมี
ประชาชนมาร่วมกันสร้างถนนประมาณวันละ ๓-
๔. พันคน จากทั่วทุกจังหวัดของภาคเหนือ
รวมไปถึงจังหวัดอุตรดิตถ์และพิษณุโลก ด้วย
ศรัทธาสาธุชนหลั่งไหลมามากจนล้นปริมาณ
งานเช่นนี้ ครูบาศรีวิชัยจึงต้องกำหนดให้ทุกคน
ได้รับบุญให้ทั่วถึงกัน โดยแบ่งกันสร้างถนนไม่
เป็นหมู่บ้านละ ๑๐ วา ถึงขนาดนั้นแล้วยังมี
ประชาชนอีกหลายหมู่บ้านที่จะไม่มีโอกาสร่วม
สร้างถนนด้วย ต่อมาท่านจึงกำหนดให้ลดระยะ
ทางลงเหลือหมู่บ้านละ ๒-๓ วา เนื่องจากมี
ผู้คนต้องการสละแรงกายเพื่อเอาบุญในการ
สร้างทางมากขึ้นเรื่อยๆ
เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจว่า การสร้าง
ถนนบนภูเขาระยะทางถึง ๑๑ กิโลเมตร ใช้
เวลาเพียง ๕ เดือน ๒๒ วันเท่านั้น อุปกรณ์ที่
ใช้ในการก่อสร้างก็มีเพียงจอบและเสียมเท่านั้น
โดยไม่มีเครื่องมือทันสมัย ไม่มีเทคโนโลยีการ
ก่อสร้างก้าวหน้าใด ๆ ช่วยเลย และที่สำคัญ
เป็นการก่อสร้างของประชาชนที่ไม่เสีย
งบประมาณแผ่นดินแม้เพียงสตางค์เดียว เมื่อ
การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ พิธีเปิดใช้ถนน จัด
ขึ้นในวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ครูบา
ศรีวิชัยและเจ้าแก้วนวรัฐนั่งรถยนต์ขึ้นพระธาตุ
ดอยสุเทพเป็นท่านแรก ด้วยถนนสายแห่ง
ศรัทธาและความร่วมแรงร่วมใจของมหาชน
ผู้คนในสมัยนั้นที่มีส่วนร่วมในการ
สร้างถนน ล้วนแล้วแต่ปีติเบิกบานในบุญกุศลที่
ได้ถากถางทางให้ผู้คนที่มาภายหลังได้ขึ้นไป
นมัสการพระธาตุดอยสุเทพด้วยความสะดวก
สบาย ทั้งยังเก็บเอาความปีติเบิกบานนี้เล่าขาน
เป็นตำนานของตระกูลให้ลูกหลานเหลนโหลน
ฟังด้วยความภาคภูมิใจ ปู่ย่าตาทวดได้ทำให้คน
การสร้างถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ระยะทาง ๑๑ กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง ๕ เดือน ๒๒ วันเท่านั้น และไม่เสียงบประมาณแผ่นดิน
เลยแม้เพียงสตางค์เดียว เป็นความร่วมแรงร่วมใจของพุทธศาสนิกชนชาวล้านนา ภายใต้การนำของครูบาศรีวิชัย
๓๖ กัลยาณมิตร สิงหาคม ๒๕๔๒