การจุดเทียนพรรษา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2542 ฉบับที่ 8 หน้า 65
หน้าที่ 65 / 134

สรุปเนื้อหา

เสร็จจากการถวายพุ่มแล้วทรงแจกเทียนชนวนสำหรับจุดเทียนพรรษา แก่พระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อไปจุดเทียนพรรษาตามพระอารามต่างๆ ในเขต พระนครและธนบุรี เป็นอันเสร็จพระราชพิธีในเวลาเช้า ในพระราชพิธีจุดเทียนพรรษานี้ มีสิ่งที่น่าสนใจมากคือ ไฟที่ใช้จุด เทียนจะต้องเป็น “ไฟบริสุทธิ์” ไฟบริสุทธิ์นี้อาจจะได้จากพระแว่นสุริยกานต์ ซึ่ง เป็นเลนส์รับแสงจากดวงอาทิตย์ ไฟที่เกิดจากพระแว่นแก้วนี้ ถือว่าเป็นไฟ บริสุทธิ์ที่มาจากดวงอาทิตย์ แต่สำหรับวันที่ไม่มีแสงอาทิตย์ก็ต้องใช้ศิลาและ เหล็กไฟ หรือที่เรียกว่าตีหินเหล็กไฟ แทน เวลาบ่าย ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เสด็จพระราชดำเนินจุดเทียนพรรษา วัดพระเชตุพนฯ แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับทางพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อทรงจุดเทียนสวดมนต์ที่พระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ แต่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงมี พร

หัวข้อประเด็น

- การจุดเทียนพรรษา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เสร็จจากการถวายพุ่มแล้วทรงแจกเทียนชนวนสำหรับจุดเทียนพรรษา แก่พระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อไปจุดเทียนพรรษาตามพระอารามต่างๆ ในเขต พระนครและธนบุรี เป็นอันเสร็จพระราชพิธีในเวลาเช้า ในพระราชพิธีจุดเทียนพรรษานี้ มีสิ่งที่น่าสนใจมากคือ ไฟที่ใช้จุด เทียนจะต้องเป็น “ไฟบริสุทธิ์” ไฟบริสุทธิ์นี้อาจจะได้จากพระแว่นสุริยกานต์ ซึ่ง เป็นเลนส์รับแสงจากดวงอาทิตย์ ไฟที่เกิดจากพระแว่นแก้วนี้ ถือว่าเป็นไฟ บริสุทธิ์ที่มาจากดวงอาทิตย์ แต่สำหรับวันที่ไม่มีแสงอาทิตย์ก็ต้องใช้ศิลาและ เหล็กไฟ หรือที่เรียกว่าตีหินเหล็กไฟ แทน ๕ เวลาบ่าย ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เสด็จพระราชดำเนินจุดเทียนพรรษา วัดพระเชตุพนฯ แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับทางพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อทรงจุดเทียนสวดมนต์ที่พระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ แต่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงมี พระราชกิจเพิ่มเติม คือต้องเสด็จพระราชดำเนินพระพุทธมนเทียร และ พระพุทธรัตนสถาน พระที่นั่งบรมพิมานก่อน แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินวัด พระเชตุพนฯ เพื่อทรงจุดเทียนพรรษาและถวายเครื่องสักการะในพระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ทั้ง ๔ องค์ พระพุทธไสยาสน์ ทรงถวายเครื่องสักการะพระอัฐิ ณ ตำหนักกรมสมเด็จพระปรมานุชิต และทรงถวายพุ่มแก่พระพิมลธรรมซึ่ง เป็นผู้รักษาพระอัฐิ ครั้นวันแรม ๑ ค่ำ เวลาเช้า เสด็จพระราชดำเนินออกสดับปกรณ์ กาลานุกาล (พิธีสวดมาติกาบังสุกุล) เหมือนอย่างเดือนอื่น ๆ ทุกคราว แต่มี เพิ่มเติมตรงเครื่องสักการะสำหรับเข้าพรรษา ทรงประเคนองค์ละ ตะลุ่ม (ภาชนะมีเชิงคล้ายพาน สำหรับใส่ของแทนถาดหรือพาน) เมื่อพระสงฆ์กลับแล้ว เสด็จพระราชดำเนินออกเปลื้องเครื่องทรงพระมหามณีรัตนปฏิมากร จากที่ ทรงเครื่องต้น ในฤดูร้อน มาเป็น ทรงเครื่องห่มดอง สำหรับฤดูฝน การสวดมหาชาติคำหลวง การสวดมหาชาติคำหลวง เป็นธรรมเนียมมีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้า ทรงธรรมแล้ว และยังมีสืบทอดมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เนื่องจากไม่ใคร่ มีผู้ใดชอบฟัง เพราะฟังไม่เข้าใจ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้จัด นักเรียนโรงทานอ่านหนังสือสวดตามที่ได้เล่าเรียนมา แล้วมาสวดที่ศาลาราย ศาลาละ ๒ คน ถ้าชุดใดสวดดี อาจารย์ก็พามาสวดที่ศาลา ริมทางเสด็จ พระราชดำเนิน พระราชทานเงินคนละ ๑ สลึง ต่อวัน เป็นรางวัล ส่วนการสวดมหาชาติคำหลวงชุดใหญ่นั้น คงสวดอยู่ในพระอุโบสถตาม อย่างครั้งโบราณ โดยเริ่มตั้งแต่วันขึ้น ๑๔ ค่ำไปจนถึงวันแรม ๑ ค่ำ รวม ๓ วัน ผู้สวดเป็นขุนนางระดับขุนในบรรณาการ ขุนธารกำนัน เป็นต้น มี ๔ คน ด้วย จากภาพ : ออกพรรษาแล้ว ทอดกฐิน ถวายกฐิน รับกฐิน ตัด เย็บ ย้อมผ้าและ กรานกฐิน ครั้นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลาเช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงทรงบาตรในการ นักขัตฤกษ์เข้าพรรษา พระสงฆ์ สามเณรบวชใหม่ ซึ่งเป็นเชื้อ พระวงศ์ จะได้เข้ารับบาตรใน พระบรมมหาราชวังตั้งแต่วันขึ้น ๑๕ ค่า การทรงบาตรพระใหม่นี้ มีของไทยทานพิเศษเพิ่มเติม คือ ผ้าเช็ดปาก ผ้าเช็ดหน้า ใบชา และของเล็ก ๆ น้อย ๆ เปลี่ยนไปทุกวัน กัลยาณมิตร สิงหาคม ๒๕๔๒ | ๖๓
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More