ข้อความต้นฉบับในหน้า
ป๊อบเปลี่ยนไป จากเซียนขี้ยา มาเป็นยอดกัลยาณมิตร และ
ทำให้ครอบครัวตำรับสังข์เพชรตื่นจากฝันร้าย มาเป็น
ครอบครัวใหม่ที่อบอุ่นยิ่งกว่าเดิม
โครงการบ้านกัลยาณมิตรได้เริ่มขึ้นเมื่อเดือน
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ในเทศกาลเข้าพรรษา โดยดำริ
ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่
หวังจะสถาปนาบ้านเรือนธรรมดา ให้เป็นสถานที่สัปปายะ
ในการปฏิบัติธรรม และให้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำแสงสว่าง
ส่องหนทางในการดำเนินชีวิตให้แก่ชาวโลกทั้งหลาย
เวลาผ่านไป ๔ เดือน ขณะนี้บ้านกัลยาณมิตรได้
เปิดขึ้นแล้ว กว่า ๑๐,๐๐๐ หลัง ทั่วทุกภาคของประเทศไทย
และในต่างประเทศ ในทวีปอเมริกาเปิดแล้วกว่า ๕๐ หลัง
ในญี่ปุ่นอีกประมาณ ๔๐ หลัง ยังไม่นับประเทศอื่นๆ ทั่ว
ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป ออสเตรเลีย รวมอีกนับร้อย
หลังคาเรือนที่เปิดเป็นบ้านกัลยาณมิตรแล้ว และที่กำลังจะ
เปิดต่อไปอีกนับไม่ถ้วน จนกว่าจะครบ ๑๐๐,๐๐๐ หลัง
ตามเป้าหมายขั้นแรกของโครงการ “บ้านกัลยาณมิตร
บ้านแสงสว่างแห่งโลก”
บ้านกัลยาณมิตร คือ บ้านไทยในอดีต
ที่จริงบ้านกัลยาณมิตร มิใช่ของใหม่เลย แต่นี้คือ
สภาพสังคมพุทธไทยในอดีต ที่ถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่ เพื่อ
ปรับใช้ให้เข้ากับคนในยุคโลกาภิวัฒน์ นั่นเอง
หากเราย้อนกลับไปดูสภาพสังคมไทยในอดีต ที่
ประเพณีและวัฒนธรรมยังผูกพันเหนียวแน่นกับคำสอนใน
พระพุทธศาสนา คนไทยเกี่ยวข้องกับพระและวัดตั้งแต่เกิด
จนตาย
...คนไทยไปวัดทุกวันพระเพื่อทำทาน รักษาศีล
เจริญภาวนา และฟังเทศน์ฟังธรรม
วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน
...วัดยังเป็นโรงเรียนที่สอนทั้งความรู้ และปลูกฝัง
ศีลธรรมให้กับคนทั้งชาติ
จึงเกิดเป็นประเพณีให้ชายไทยทุกคนได้บวชเรียน
๓
อย่างน้อย ๓ ปี จนจบนักธรรม ตรี โท - เอก จึงถือว่า
จบหลักสูตรเป็นบัณฑิต หรือ “คิด” ที่ถึงพร้อมทั้งความรู้
ทางโลกและทางธรรม มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้นำ
ครอบครัวต่อไปได้ หากชายคนไหนยังไม่ได้บวชเรียนจะไม่
มีพ่อแม่คนไหนวางใจยกลูกสาวให้เลย
ฉะนั้นบ้านไทยทุกหลังในแผ่นดิน จึงเป็นบ้าน
กัลยาณมิตรไปโดยพฤตินัย โดยมิต้องติดป้ายบ้านเหมือนใน
ปัจจุบัน เพราะพ่อบ้านก็เป็นเสมือนพระประจำบ้านที่จะนำ
ให้ทุกคนทำทาน รักษาศีล สวดมนต์เจริญภาวนา เป็นปกติ
อยู่แล้ว
ดังนั้นสังคมไทยในอดีต จึงเป็นสังคมที่เจริญ
รุ่งเรืองด้วยศีลธรรม ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
เพราะคนไทยเน้นการพัฒนาที่จิตใจ มากกว่าการหลงใหล
กับความเจริญทางวัตถุเช่นบางชาติ
แต่เหตุนี้กลับทำให้คนไทยไร้ปัญญาบางคน ดูถูก
บรรพบุรุษของตัวเองว่าโง่เง่า ล้าหลังทางเทคโนโลยี แล้ว
พากันทิ้งรากฐานของตนเองหันไปเดินตามฝรั่งต้อยๆ
สุดท้ายต้องมานั่งน้ำตาตกใน เพราะได้ตกเป็นทาสทั้งทาง
เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเขาไปเรียบร้อย ถ้านับการ
พัฒนาทางวัตถุก็แพ้เขาหลุดลุ่ย หันกลับมาดูการพัฒนา
ทางจิตใจก็ถอยหลังกลับไปสุด ไปอยู่แถวเดียวกับชาติ
ตะวันตกที่ทุกวันนี้ก็ยังปวดหัวหาทางแก้ปัญหาศีลธรรม
ตกต่ำไม่ได้เลย
แต่แม้วันนี้ก็ยังไม่สายเกินไป หากสังคมไทยจะหัน
กลับมาเดินบนรากฐานเดิมของตนเอง ด้วยการให้บ้าน
กัลยาณมิตรที่เป็นวิถีไทยในอดีต กลับมาทำหน้าที่ของมัน
อีกครั้ง
บ้านกัลยาณมิตรแก้ปัญหาสังคมไทยได้จริงหรือ
คำถามนี้ดูเหมือนจะตอบยาก เพราะปัญหาสังคม
ไทยเวลานี้ เหมือนคนป่วยด้วยโรคนานาชนิดที่เรื้อรังมานาน
จนหาสมุฏฐานของโรคไม่เจอ คงเป็นเรื่องเหลือเชื่อหากจะ
มียาวิเศษขนานเดียวที่แก้ไขได้ทุกโรค แต่สำหรับกรณีนี้
ต้องบอกว่า ไม่น่าเชื่อแต่ก็เป็นความจริง !!!
เพราะความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับทุกสังคมในโลกคือ
“ปัญหาทุกปัญหาเริ่มต้นที่บ้าน และสติปัญญาสำหรับแก้ไข
ปัญหาก็เริ่มต้นที่บ้านเช่นกัน” ดังนั้น บ้านกัลยาณมิตรจึงเป็น
สูตรสำเร็จที่แก้ไขปัญหาสังคมได้จริง
สรุปเช่นนี้ออกจะเร็วไปหน่อยสำหรับบางท่าน
กัลยาณมิตร พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ๒๙