ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทุพภิกขภัย
๔. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นว่า ขณะนี้ มนุษย์
ทั้งหลายยังสามัคคีกัน ชื่นชมต่อกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดัง
น้ำนมกับน้ำ มองดูกันด้วยนัยน์ตาแสดงความรักอยู่ ถึง
กระนั้นก็ต้องมีช่วงที่ ประชาชนปั่นป่วนวุ่นวายและมีภัย
ในยุคที่ประชาชนวุ่นวาย ผู้คนย่อมหลั่งไหลไปในที่ที่
ปลอดภัย ในที่นั้นย่อมมีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ มีการอยู่
พลุกพล่านกัน เมื่อคลุกคลีด้วยหมู่คณะ อยู่พลุกพล่านกัน
จะมนสิการคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่กระทำได้ง่าย
จะอยู่ในเสนาสนะอันสงัด (คือป่า) ก็ไม่ใช่ทำได้ง่าย
ก่อนที่สิ่งอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ
นั้นมาถึงเรา เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยัง
ไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่
ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง
เมื่อเราทำอย่างนี้แล้ว ก็จักอยู่สบายแม้ในยุคที่มีภัย
๕. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นว่า ขณะนี้หมู่สงฆ์เป็นผู้
พร้อมเพรียงกัน ชื่นชมต่อกัน ไม่วิวาทกัน อยู่อย่างผาสุก
ถึงกระนั้นก็ต้องมีช่วงที่สงฆ์แตกกัน เมื่อสงฆ์แตกกัน จะ
มนสิการคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่กระทำได้ง่าย จะ
อยู่ในเสนาสนะอันสงัด (คือป่า) ก็ไม่ใช่ทำได้ง่าย
ก่อนที่สิ่งอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ
นั้นมาถึงเรา เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยัง
ไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่
ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง
แตกกัน
เมื่อเราทำอย่างนี้แล้ว ก็จักอยู่สบายแม้ในยุคที่สงฆ์
ไม่ประมาท
จะเห็นว่าแนวคิดเช่นนี้ เป็นเอกลักษณ์ของพระ
พุทธศาสนาทีเดียว ที่ฝึกให้มองการณ์ไกล แล้วปรารภ
ความเพียร ไม่ให้ประมาท ให้บรรลุธรรมตามลำดับจนเข้าสู่
อายตนนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกชีวิต ซึ่งจะ
ไปถึงได้ ต้องหมั่นฝึกจิตให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
(เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ) ดังพระธรรมเทศนาของ
พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย)
ตอนหนึ่งว่า
“เป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ทุกคน คือทำตนให้
หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ พ้นจากกรอบอวิชชาที่เขา
บังคับบัญชาเอาไว้ แล้วมุ่งสู่อายตนนิพพาน อันเป็นเอกัน
ตบรมสุข เป็นสุขล้วนๆ ที่ไม่มีทุกข์เจือปนเลย
การจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้นได้ จะต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจ
ฝึกใจให้หยุดนิ่งตลอดทั้งวันทั้งคืนที่เดียวโดยไม่ประมาท
เพราะเส้นทางสายนี้ยาวไกลเกินกว่าคนที่ใจไม่หยุดนิ่งจะไปถึง
แต่ถ้าใจหยุดนิ่งได้เมื่อไหร่ หนทางนั้นก็ใกล้เข้ามา ไม่ช้า
เราก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้
การจะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางนั้น (อายตน
นิพพาน) ต้องมีสติปัญญา และไม่ประมาท เพราะความ
ประมาทเป็นภัยในสังสารวัฏ เป็นเหตุให้ต้องพบกับความ
ทุกข์ทรมานในอบายภูมิ และเป็นต้นทางในการนำไปสู่การ
เวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ผู้ประมาทแล้วจึง
เปรียบเสมือนผู้ที่ตายแล้ว คือตายจากความดี ตายจากกุศล
ธรรมทั้งปวง ทำให้ห่างเหินจากหนทางพระนิพพาน
ดังนั้น พระพุทธองค์จึงทรงสอนว่า อย่าประมาท
อย่ามัวยินดีว่าเรายังอายุน้อย สุขภาพร่างกายยังแข็งแรง ฯลฯ
เลยทำให้ชะล่าใจ ไม่เร่งขวนขวายในการสร้างบารมี...
อปปมาโท อมต์ ปท ปมาโท มจฺจโน ปท
อปปมตตา น มิยยนต์ เย ปมตตา ยถา มหา
ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็น
ทางแห่งความตาย
ชนผู้ไม่ประมาทแล้วทั้งหลาย ย่อมชื่อว่าไม่ตาย ผู้ซึ่ง
ประมาทแล้วก็เหมือนคนตายแล้ว
(ขุ.ธ. ๒๕/๑๘, ขุ.ชา.ส. ๒๒ / ๕๒๔)
อปปมตตา สตีมนโต สุลีลา โหล ภิกฺขโว
สุสมาหิ สงฺกปฺปา
สจิตตมนรกขถ.
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ
ตั้งความดำริไว้ให้ดี คอยรักษาจิตใจของตน
มีศีลดีงาม
(ที่ มหา, ๑๐/๑๔๒)