ข้อความต้นฉบับในหน้า
ของร่างกายให้มิดชิดเรียบร้อย
“สังฆาฏิ” ใช้แทนผ้าห่มทำความ
อบอุ่นให้ร่างกายเวลาที่พระภิกษุ
จำวัดหรือในคืนที่มีอากาศหนาว
ส่วน “อันตรวาสก” หรือ
“สบง” ใช้เป็นผ้านุ่งประจำกาย มี
ขนาดเล็กกว่าจีวรและสังฆาฏิ
ผ้าทั้งสามผืนนี้ พระสัมมา
สัมพุทธเจ้าทรงประทานไว้ให้แก่พระ
สังฆาฏิหรือสบง แต่เนื่องจากว่าผ้าที่
พระภิกษุตัดเย็บเสร็จแล้วนั้น มาจาก
คนละผืน ทำให้ชิ้นส่วนของผ้าดูแล้วมี
สีต่าง ๆ ปะติดปะต่อเป็นผืนเดียวกัน
เพื่อกำจัดความไม่เรียบร้อยบนผืนผ้า
ให้หมดไป พระภิกษุจึงต้องมีกรรมวิธี
ในการต้มย้อมน้ำฝาดเพื่อใช้ย้อมสีผ้า
โลกนี้มีความชรานํา
ภิกษุสงฆ์นุ่งห่ม เพื่อให้พระภิกษุใช้
ทุกชีวิตไป ไม่มีใครยั่งยืนอยู่
ให้เป็นเหมือนเนื้อเดียวกัน ในที่สุด
เมื่อเป็นสีน้ำฝาดตลอดทั้งผืน พระ
ภิกษุจึงนำมาใช้นุ่งห่มต่อไป
ห่มคลุมปกปิดความไม่งามของร่างกาย
ป้องกันยุง เหลือบ ลิ้น ไร แมลงสัตว์
ร้ายมาต่อยกัด อีกทั้งป้องกันความ
ได้
ใครๆ ในโลกนี้ ไม่
คุณค่าแห่งผ้ากาสาวพัสตร์อยู่
ที่เนื้อผ้าหรือศีลธรรมของผู้ห่ม
หนาวร้อนจากอากาศ ซึ่งจะเป็น
อาจต้านทานความเจ็บป่วย
คุณค่าของผ้ากาสาวพัสตร์ไม่
สาเหตุให้เกิดโรคภัยที่ตัดรอนการ
ปฏิบัติธรรม และส่งผลกระทบไปถึง
การทำหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนา
เป็นตัวแทนพระองค์คอยชี้ทางสว่าง
ให้ชาวโลก สำหรับผ้าสามผืนนี้ ชาว
พิจารณาจากความประณีตของเนื้อผ้า
เพราะการพิจารณาเช่นนั้นย่อมไม่
อาจมองเห็นคุณค่าของผ้าสีย้อมฝาด
นี้ได้ แต่ถ้าหากพิจารณาที่หน้าที่ที่ผู้
พุทธรู้จักดี ในอีกนามว่า ผ้า
กาสาวพัสตร์
ของตน เพราะทุกๆ คนจำ
ต้องละสิ่งทั้งปวงไป ด้วย
บวชเป็นพระภิกษุจะต้องประพฤติ
ปฏิบัติภายหลังจากการห่มผ้า
กาสาวพัสตร์แล้ว ย่อมมองเห็น
ความหมาย
ของผ้ากาสาวพัสตร์
กาสาวพัสตร์ หมายถึง ผ้า
อำนาจของความตาย
โลกนี้มีความพร่อง
เนื้อแท้อันแสนบริสุทธิ์ของเนื้อผ้าที่
บันดาลความน่าเลื่อมใสให้เกิดขึ้นแก่
ย้อมฝาด ที่เรียกเช่นนี้ เพราะว่า ผ้า
อยู่เสมอ ไม่มีอิ่ม ตกเป็น
ทาสของตัณหาคือความ
ผู้พบเห็นได้ เพราะคุณค่าของผ้า
กาสาวพัสตร์อยู่ที่ศีลธรรมที่กำเนิด
จากผู้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์เป็นสำคัญ
ได้แม้สักคนเดียว ไม่มีใครมี อาจประเมินด้วยการตีราคาหรือมุ่ง
อำนาจเป็นใหญ่ แม้แต่
ร่างกายของตนเอง
โลกนี้ไม่มีอะไรเป็น
ที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาลจะได้นำมา
ใช้นุ่งห่มนั้น ส่วนใหญ่ท่านต้องออก ดิ้นรนทะยานอยาก
ไปเก็บผ้าที่มีผู้ทิ้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ
เช่น ป่าช้า ถนนหนทาง กองขยะ ซึ่ง
ส่วนมากมักจะเป็นผ้าเก่า สกปรก สี
หมองมัว ยังไม่สามารถใช้ได้ทันที
พระภิกษุจึงต้องเก็บเศษผ้า
เก่าที่ทิ้งแล้วเหล่านั้น มาตัดเนื้อผ้า
ส่วนที่ยังใช้ได้ แล้วเย็บให้เป็นผืนเดียว
โดยกำหนดใช้ว่าจะใช้เป็นจีวร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรง
กําหนดคุณสมบัติของผู้ที่ควรค่าต่อ
การนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เพื่อให้
พระภิกษุสงฆ์ทราบถึงพุทธประสงค์
แท้จริงของการนุ่งห่มเอาไว้ว่า
“ผู้ใดยังไม่หมดกิเลสดุจน้ำ
ฝาดปราศจากการควบคุมใจและสัจจะ
จักนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผู้นั้นไม่ควร
เพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ส่วนผู้ใด
กัลยาณมิตร พฤศจิกายน ๒๕๔๒ | ๕๓