ข้อความต้นฉบับในหน้า
วิถีชีวิตไทยในช่วงเข้าพรรษา
เมื่อหน้าฝนเวียนมาถึงคราใด
คนไทยสมัยก่อนจะเริ่มลงมือทำไร่ไถนา
และเร่งปักค่าข้าวกล้าให้เสร็จเรียบร้อย
ก่อนจะเข้าสู่ช่วงพรรษากาล เพื่อที่ว่า
เมื่อพระสงฆ์ เริ่มจำพรรษา ตนเองก็
จะได้เช้าวัด ถวายทาน รักษาศีล ฟัง
ธรรม หรือแม้แต่เจริญภาวนา ได้
อย่างตลอดต่อเนื่องไปพร้อมๆ กัน
ครั้นเมื่อถึงวันเข้าพรรษา
คนไทยส่วนใหญ่ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน
ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก คนหนุ่ม
สาว ไปจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ ต่างก็พร้อมใจกันน่า อาหารคาว
หวาน ไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่วัดใกล้บ้านของตน บ้างก็
น่า เทียนจำนำพรรษามาถวาย โดยการตั้งขบวนแห่แหน
ร้องว่า ทำเพลงด้วยความสนุกสนาน เบิกบาน ตาม
อุปนิสัยใจคอของคนไทย
พอตกเย็น....จะได้ยินเสียงกลองจากวัด ดังก้อง
ไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ตามปกติวัดจะตีกลองเฉพาะเวลาเพล
เท่านั้น แต่ในช่วงเช้าพรรษา มีพระภิกษุและสามเณร
บวชใหม่มาก จึงต้องตีกลองเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า ถึง
เวลารวมตัวกันเพื่อสวดมนต์ทำวัตรที่พระอุโบสถแล้ว ฝ่าย
ผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลาย เมื่อได้ยินเสียงกลอง ต่างก็พากัน
พนมมือขึ้นท่วมหัว เพื่ออนุโมทนากับบุญกุศลของพระเณร
ส่วนหนุ่มๆ สาวๆ ใครได้ยินเสียงกลองแล้วยังทำนั่งเฉย
ก็จะถูกผู้สูงวัยสอนสั่งให้พนมมือตาม เสียง
กลองนี้ยังช่วยย้ำเตือนให้ แต่ละคนแยกย้ายกัน
กลับสู่เรือนของตน งดเว้น ไม่ไปเที่ยวเตร่เฮฮา
ที่ไหน หลังจากกินข้าวกินปลาเสร็จ ก่อนจะ
พักผ่อน ทุกคนในครอบครัวก็จะมารวมตัวกันสวด
มนต์ เสียงสวดมนต์ที่เปล่งออกมาจากใจที่ใส
บริสุทธิ์ ล่องลอยไปกับสายลมที่พัดแผ่วๆ ใน
ยามคาคืน ช่วยให้บรรยากาศในช่วงเข้าพรรษา
เงียบสงบ แต่ทว่าอบอุ่นและผาสุกด้วยธรรมะ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อันที่จริงแล้ว วิถีชีวิตเช่นนี้ ได้ดำเนินมาอย่าง
ต่อเนื่องยาวนานหลายร้อยปี ดังข้อความตอนหนึ่งที่
ปรากฏในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
เกี่ยวกับการบำเพ็ญกุศลในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาของ
ผู้คนในสมัยสุโขทัยว่า
“คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโอย
ทาน พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า
ท่วยปัวท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง
ฝูงท่วย มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษา
ทุกคน"
นอกจากนี้บรรพบุรุษของเราในสมัยสุโขทัย ยัง
ได้บำเพ็ญกุศลต่างๆ อีกหลายอย่าง ดังปรากฏอยู่ในหนังสือ
ตำรับนางนพมาศ สรุปความได้ว่า
กัลยาณมิตร กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ | ๑สา