ข้อความต้นฉบับในหน้า
ในการเผยแผ่พระพุทธคาสนาของพระพุทธเจ้า
ของเรา พระองค์ไม่ได้ทรงเอาแต่เพียงว่า เทศน์ให้
ประชาชนฟังเท่านั้น แต่ว่าทรงลงมือกทั้งพระ เกทั้ง
ญาติโยมอย่างจริงจัง พูดง่ายๆ คือสิ่งใดที่พระองค์ทรงเทศน์
ทรงสอนแล้ว ไม่ใช่เพียงว่าเอาแต่ความเข้าใจ เอาแต่ความรู้
กลับบ้านเท่านั้น พระองค์ทรงมุ่งว่า เมื่อรู้แล้วต้องเอาไป
ปฏิบัติ ต้องเอาไปทำให้ออกดอกออกผลขึ้นมาให้ได้อย่าง
จริงจัง แม้แต่เรื่องเกี่ยวกับการถวายผ้าอาบน้ำฝนนี้ก็เป็น
ตัวอย่างหนึ่ง
พระองค์ทรงมองว่าทุกๆ ชีวิตที่เกิดขึ้นมาในโลก
นี้แล้ว ต้องกิน ต้องใช้ด้วยกันทุกชีวิต เป็นคนก็ต้องกิน
ข้าวปลาอาหาร ต้องใช้เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ใช้เครื่องไม้
เครื่องมือประกอบอาชีพใช้บ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัย เป็นต้น
แม้พระภิกษุมาบวชกันแล้ว ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องกิน แต่
กินด้วยความพิจารณา ท่านก็เรียกว่า “ฉัน” ต้องฉันทั้ง
ข้าวปลาอาหาร ฉันทั้งหยูกยารักษาโรคเมื่อคราวป่วย
แล้วก็ต้องใช้เครื่องนุ่งห่ม มีที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับคน
ธรรมดาเหมือนกัน
แต่ว่าในการฉันในการใช้ พระองค์ได้ทรงสอนให้
ใช้ให้ฉันอย่างมีสติ ให้ใช้ให้ฉันด้วยความพิจารณาแล้ว จะ
ได้เกิดปัญญา ซึ่งพระองค์ทรงสอนอย่างนี้
ถ้าจะสรุปสั้นๆ ในทำนองที่ว่า เมื่อเกิดมาเป็นคน
แล้วต้องกินต้องใช้ แต่สิ่งของที่เรากินที่เราใช้มันมีจำกัด
อยู่ในโลก เมื่อมีจำกัด ก็ต้องแบ่งต้องปันกัน เมื่อต้อง
แบ่งปันกันแล้ว ถ้าใครกินมากเกินเหตุ หรือกินทิ้งๆ ขว้างๆ
ใช้มากเกินเหตุ ใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ ถ้าอย่างนั้นก็จะมีอีกกลุ่ม
หนึ่ง ที่ต้องอดอยาก แต่ถ้าแบ่งปันกันอย่างยุติธรรม แล้ว
ไม่ใช้โดยฟุ่มเฟือย ใช้กันด้วยความประหยัด ความระวัง
ไม่ทิ้งๆ ขว้างๆ ละก็
๐ จะไม่มีใครอดอยาก ไม่มีใครหิว ทุกคนจะอิ่ม
จะเป้นสุขกายสบายใจกันทั่วหน้า
๏ ทรัพยากรในโลกนี้จะไม่ถูกทำลาย คนรุ่นหลังยัง
จะต้องมีได้ใช้กันต่อไป
ในเวลาเดียวกัน ทั้งๆ ที่บางยุคบางสมัยอาจจะมี
ข้าวปลาอาหาร สิ่งของเครื่องใช้ในโลกนี้เหลือเฟือ แต่ว่า
ใช้กันแบบทิ้งๆ ขว้างๆ เราก็ต้องทำงานเหนื่อยกันเกินเหตุ
แล้วหมดเวลาจะปฏิบัติธรรม ปั๊บปับเดี๋ยวก็แก่ตายกันแล้ว
พระองค์จึงทรงเน้น ๒ เรื่องใหญ่ๆ ที่เราพอจะเห็นกันได้
ในชีวิตประจำวันชัดๆ ก็คือ
) ในเรื่องข้าวปลาอาหาร ทรงสอนให้กินเพื่ออยู่
ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เพราะฉะนั้นพระภิกษุจึงฉันอาหารเพียง เอ
มื้อพอแล้ว พอจะมีเรี่ยวแรงปฏิบัติธรรม พอจะยังชีวิตอยู่ได้
แม้แต่พวกเราญาติโยมที่อยู่ที่บ้าน พระองค์ก็ทรง
สอน ถ้าทำงานหนักวันธรรมดาก็ถือศีลห้า มีอาหาร ๓ มื้อ
ก็ไม่ว่ากัน แต่ว่าถ้าเป็นวันโกน วันพระ ให้ถือศีลแปดเถอะ
อาหารก็เหลือเพียง ๒ มื้อ ท้องจะได้ว่างๆ งานไม่มากนัก
นั่งสมาธิใจจะได้รวมเร็ว
พูดง่ายๆ พระองค์ทรงสอนให้กินให้เป็น จะได้มี
ชีวิตอยู่อย่างผาสุก และมีเรี่ยวมีแรงในการปฏิบัติธรรม
ถึงคราวปฏิบัติธรรมก็ไม่ง่วงเหงาหาวนอน
๒) ในเรื่องของการใช้ พระภิกษุถูกกำหนดว่าให้
ใช้ผ้า ๓ ผืนพอ ไม่ให้ใช้เกินกว่านั้น พื้นที่ ๑ คือสองที่นั่ง
พื้นที่ ๒ คือจีวรที่ห่ม พื้นที่ ๓ คือสังฆาฏิที่พาดนี้เอาไว้
คลี่ห่มเวลาจำวัด เพราะว่าในยุคพุทธกาลนั้น อะไรๆ ก็
กระเบียดกระเสียรกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นลูกกษัตริย์มา
บวชก็ ๓ ผืน เพียงเท่านี้พอแล้ว
เราอาจจะสงสัยว่า แล้วไม่มีสบงจีวรไว้เปลี่ยน
ไว้ผลัดบ้างหรือ ก็บอกว่าไม่มี มีกันอยู่ ๓ ผืน ถ้าสังฆาฏิ
มันเขื่อนนัก ก็เอาไปชัก เอาไปพึ่งให้แห้ง บางครั้งก็
สามารถใช้ห่มแทนจีวรผืนนี้ ถ้าจีวรเปียก เขื่อน ก็เอาไป
ซักเอาไปฝั่ง แล้วก็มาใช้นั่งใช้ห่มกัน ถึงเวลาสองที่นั่งมัน
เขื่อน อยู่กันตามป่าตามเขา บางทีก็ใช้จีวรมาห่มคลุมๆ
กันไป ไม่ต้องนุ่งสบงกันแล้ว
หรือเวลาที่จะสรงน้ำสรงทำกัน ทั้งสบง จีวร ก็
ถอดกองกันไว้ริมท่าน้ำนั่นเอง เพราะฉะนั้นพระก็นั่งชุด
วันเกิดอาบน้ำกัน จนกระทั้งเคยมีเรื่องว่า พอพระลงไป
สรงน้ำในแม่น้ำกลับขึ้นมาปรากฏว่าขโมยมันสักไปทั้งสอง
จีวร ทั้งผ้าสังฆาฏิ เลยต้องเอาใบไม้มาปิดกาย ไปขอผ้า
เขานุ่ง
แต่พระยุคนั้นก็สู้ทรหดอดทน คือบริโภคใช้สอย
เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเพียงเล็กน้อยอย่างที่ว่ามานี้ ฉัน
อาหารเพียง ๒ มื้อ บางทีมื้อเดียวด้วยซ้ำ ขอเพียงเพื่อ
ให้ยังชีวิตอยู่ได้เพื่อการปฏิบัติธรรม ท่านก็พอใจ ปรากฏ
ว่าจากการกระเบียดกระเสียรอย่างนั้น ก็มีพระอรหันต์
บังเกิดขึ้นเป็นสายธารธรรมขึ้นมา แล้วพระพุทธศาสนาก็
แผ่ขยายกว้างไกลออกไปยิ่งๆ ขึ้น
เสยาณปลา กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ๕๗