ข้อความต้นฉบับในหน้า
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกัน
นั่นเอง
ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ คา เดือน ๘
พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนา
กัณฑ์แรก ในหัวข้อ ธัมมจักกัปปวัตตน
สูตร เป็นผลให้ท่านกัญญาโกณฑัญญะ
บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และได้ทูล
ขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระพุทธองค
พระองค์ก็ทรงประทานการบวชแบบ
เอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นสาวกรูปแรก
ในพระพุทธศาสนา วันนั้นเป็นวันที่
ประติมากรรพุปสิงห์
พระรัตนตรัยครบองค์สาม คือ พระพุทธ
พระธรรม และพระสงฆ์ เหตุการณ์สำคัญครั้งนี้เกิดขึ้นบน
ผืนแผ่นดินเดียวกับที่เรากำลังนั่งสวดมนต์อยู่ ปีติเหลือเกิน
เมื่อสวดมนต์นั่งสมาธิเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะ
ของเราได้เดินเวียนประทักษิณบูชาพระสถูปร่วมกันอีก
คราวนี้มีนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ มาเดินร่วมกับคณะของเรา
ด้วย หลายท่านในคณะใจดีแบ่งปันธูปเทียนให้พวกเขา
วันทาพระสถูปด้วย คนไทยน้ำใจงามอย่างนี้เสมอ
จากนั้นคณะของเราได้ร่วมกันถวายปัจจัยค่า
เล่าเรียนแด่พระภิกษุไทย ที่มาศึกษาที่ ณ มหาวิทยาลัย
สารนาถ เป็นที่อิ่มอกอิ่มใจกันถ้วนหน้า ขาดไม่ได้คือการ
ถ่ายรูปหมู่ร่วมกันเป็นที่ระลึกโดยมีธัมเมกขสถูปเป็นฉาก
การถ่ายรูปหมู่ครั้งนี้ ถ้ากล้องสามารถซูมใกล้ได้
มากกว่านี้จะเห็นว่า อย่างน้อยสามคนในคณะของเรา
แม้ว่าแววตาจะสดใส ยิ้มกว้างขวาง รับคำของตากล้องที่
ว่า “ยิ้ม ใส ชิง!” อยู่นั้น หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าสีหน้า
ของเธอทั้งสามดูจะซีดไปหน่อย เหงื่อซึมออกมาตาม
หน้าผากและไรผม ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเป็นอะไร เพราะหนึ่ง
ในสามนั้นมีผู้เขียนรวมอยู่ด้วย เป็นอาการธรรมดาของการ
เดินทางมาประเทศอินเดีย “ท้องเสียค่ะ!” เดาเอาว่าคงเป็น
เพราะผักสดที่รับประทานมื้อเช้า ฉะนั้นจึงเป็นอุทาหรณ์
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ระบบทางเดินอาหารไม่ค่อยแข็งแรง
ว่า ไม่ควรรับประทานผักสดในถิ่นที่เราไม่คุ้นเคย
พระอาจารย์มหาเฉลิม วชิรฌาโณ น่า พวกเราเดิน
ชมซากสิ่งก่อสร้างต่างๆ พร้อมกับอธิบายถึงความเป็นมา
ธ: ตัว บนเสาศิลา
เป็นไปอย่างคล่องแคล่ว ผู้เขียนแม้จะ
ได้รับวิบากกรรมจากการกิน ก็เดินตาม
ติดคณะอย่างไม่ลดละ มาถึงมูลคันธกุฎี
ซึ่งเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์ใน
ช่วงพรรษาแรก เป็นศาลาหลังเล็กโดด
เด่นอยู่ มีเสาปูน ๔ ต้น และมีหลังคา
คลุมเรียบร้อย มีรั้วเหล็กกั้นไว้ทั้ง 4 ด้าน
ส่วนตรงกลางมองเห็นเสาศิลาขนาดใหญ่
ส่วนบนมีรอยหัก เป็นรอยหักแบบถูก
ทำลายจะด้วยน้ำมือมนุษย์หรือจากภัย
ธรรมชาติก็ยากจะเดา เสาศิลาใหญ่ ซึ่ง
ได้เห็นแต่ท่อนล่างนั้นคือเสาที่พระเจ้า
อโศกมหาราชทรงโปรดให้สร้างไว้ โดยมีอักษรมคธ
โบราณจารึกไว้เป็นหลักฐาน สำหรับเสาศิลาท่อนบนที่หัก
รัฐบาลอินเดียได้เก็บรักษาไว้อย่างดีที่พิพิธภัณฑ์ประจำ
เมืองสารนาถ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณซากโบราณแห่งนี้
พิพิธภัณฑ์ประจำเมืองสารนาถ เป็นพิพิธภัณฑ์
ขนาดย่อม ที่เรียกว่าขนาดย่อมเพราะไม่ได้ใหญ่โตโอฬาร
อย่างกับพิพิธภัณฑ์รูฟวร์ ในปารีส แต่ก็กว้างขวาง พอที่
จะเดินเข้าออกห้องโน้นห้องนี้ได้อย่างสบายๆ ไม่อึดอัด ที่
สำคัญ โบราณวัตถุที่จัดแสดงให้ชมนั้นล้วนแล้วแต่น่าสนใจ
ได้เห็นแล้วรู้สึกเป็นบุญตาพาใจชุ่มเย็นตัวอย่างเช่น เสาศิลา
ของพระเจ้าอโศกมหาราช ท่อนบนเป็นประติมากรรม
รูปสิงห์ ๔ ตัว ยืนหันหลังชนกันอยู่บนฐานทรงกลม มี
ธรรมจักรกำกับอยู่ทั้งสี่ทิศ ระหว่างธรรมจักรมีรูปสลัก ๆ
ม้า และวัว
ชาง
สัตว์ทั้งสามชนิดมีความหมายเกี่ยวข้องกับ
พระพุทธองค์ คือ ช้าง มีความหมายถึงพระยาช้างเผือก
ที่พระนางสิริมหามายา พระมารดาทรงสุบินก่อนที่จะมี
พระประสูติกาลเจ้าชายสิทธัตถะ ส่วนม้า หมายถึง มา
กัณฐกะ ที่เจ้าชายสิทธัตถะใช้เป็นพาหนะเสด็จออกจาก
พระราชวัง ข้ามฝั่งน้ำอโนมาเพื่อออกบวช ส่วนตัว น่าจะ
มีความหมายถึงพระโคในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนา
ขวัญ ที่จัดขึ้น ณ ชานกรุงกบิลพัสดุ เกิดเหตุการณ์สำคัญ
อพ่อไหว้ลูกเป้นครั้งแรก
เสาศิลานี้เป็นงานแกะสลักหินที่งดงามมาก ทั้ง
กัลยาณมคว กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕®®
๒๑