ข้อความต้นฉบับในหน้า
แต่ที่ขาดไม่ได้เช่นกันคือ
ผ้าขาวม้าพาดบ่า คนมา
งานบุญวันนี้มีทุกเพศ ทุก
วัย จะเรียกว่าชาวบ้าน
แทบทุกหลังคาเรือนมา
รวมกันอยู่ที่ศาลาวัดแห่ง
ต่างแบกถาดข้าวแช่ที่ปรุง
มาอย่างประณีต พร้อม
อาหารคาวหวานอีกต่างหาก
ข้าวแช่ นับเป็นอาหารของเทศกาลสงกรานต์
ของชาวมอญทีเดียว เพราะแทบทุกบ้านจะต้องทำข้าวแช่
ด้วยมือตนเอง ไม่ใช้วิธีซื้อหาตามตลาดเหมือนขนมหรือ
อาหารอย่างอื่นๆ การตระเตรียมเครื่องของข้าวแช่ ต้อง
มีการเตรียมการล่วงหน้าก่อนงานสงกรานต์หลายวัน
เพราะกรรมวิธีหลายขั้นตอน ส่วนใหญ่เป็นการทำกับข้าว
ที่จะรับประทานกับข้าวแช่มากกว่า ซึ่งกับข้าวยืนพื้นที่ทุก
บ้านทำคือ กระเทียมดอง หมูหรือเนื้อฝอยที่มีรสหวาน
ปลาป่นฝอย หัวผักกาดดองผัดไข่ และที่ลืมไม่ได้คือ ไข่เค็ม
ส่วนการหุงข้าวแช่ เป็นการหุงแบบเช็ดน้ำและเมื่อข้าว
ใกล้สุก ก็น่าวข้าวไปล้างน้ำเพื่อให้หมดยาง ซึ่งถ้ามองในแง่
คุณค่าทางอาหารแล้ว การหุงข้าวด้วยวิธีนี้คงทำให้สาร
อาหารในข้าวละลายไปกับน้ำที่รินทิ้งและน้ำที่ล้างยางข้าว
เกือบหมดแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การรับประทานข้าวแช่
ในวันสงกรานต์ที่หมู่บ้านมอญ ก็อร่อยและได้บรรยากาศ
ดีทีเดียว
เมื่อพระภิกษุเดินขึ้นมาบนศาลา สีเหลืองของ
จีวรพระ ก็ทำให้ความเงียบสงบเกิดขึ้นได้ในนับพลัน
พิธีการงานบุญเริ่มขึ้นเมื่อพิธีกรน่า สวดมนต์ และ
อาราธนาศีลเป็นภาษามอญ พระท่านก็ให้ศีลเป็นภาษามอญ
ด้วย การอาราธนาศีลมีทั้งศีล ๕ และศีล ๘ น่าอนุโมทนา
จริงๆ มีคนเกือบครึ่งศาลา ที่รับศีล ๘ ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่
จะเป็นผู้สูงอายุก็ตาม
และในจำนวนนั้นมี
ผู้ใหญ่บ้านและภรรยา
คือ คุณอดิคร-คุณนิภา
แสงทนต์ ซึ่งแม้จะยังอยู่
ในวัยทำงานก็รับศีล ๘
ด้วย น่าปลื้มใจที่มีผู้นำ
ของชุมชนเช่นนี้
หลังรับศีลแล้ว พระภิกษุท่านจะสวดมนต์ให้พร
ชาวบ้านจะนั่งรับพรด้วยความสงบ การนั่งบนศาลาแห่งนี้
แบ่งแยกหญิงชายด้วยประเพณีที่ดีงามมาตั้งแต่อดีต คือ
ฝ่ายชายจะนั่งด้านหน้าใกล้กับตั้งที่นั่งของพระสงฆ์ ส่วน
ฝ่ายหญิงจะนั่งด้านหลังฝ่ายชาย ไม่ว่าครอบครัวนั้นจะมา
ด้วยกันพ่อแม่ลูก พ่อกับลูกชายก็จะแยกไปนั่งช้างหน้า
แม่กับลูกสาวจะไปนั่งช้างหลัง
เมื่อพระให้พรเสร็จแล้วแต่ละบ้านจะส่งตัวแทน
นำข้าวแช่ไปถวายพระ เนื่องจากอาหารมีจำนวนมาก
และส่วนใหญ่จะเป็นอาหารชนิดเดียวกัน แต่จะแตกต่าง
กันที่รสชาติเพราะต่างคนต่างทำ เด็กวัดจะช่วยกันแยก
ชนิดกับข้าวที่กินกับข้าวแช่ไว้ เพราะสามารถเก็บไว้ได้นาน
หลังจากประเคนภัตตาหารเรียบร้อยแล้ว พิธีกร
เริ่มน่าสาธุชนสวดมนต์ท่าวัตรเช้าพร้อมกันเป็นภาษามอญ
ผู้เขียนจึงหมดสิทธิที่จะร่วมสวดด้วย ได้แต่นั่งฟังซึ่งก็
ทำให้เพลิดเพลินได้เหมือนกัน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ เด็ก
รุ่นหลังส่วนใหญ่พูดภาษามอญไม่ได้แล้ว อาจจะยังพอฟัง
รู้เรื่องบ้าง แต่เรื่องจะให้สวดมนต์เป็นภาษามอญคงเป็น
เรื่องยาก และคงเป็นด้วยความสนใจเกี่ยวกับคาสนาที่นับ
วันจะน้อยลงไปทุกทีด้วย
ในท่ามกลางผู้คนที่มาท่าบุญมากมายในวัน
สงกรานต์ มีคุณยายท่านหนึ่งเดินเข้ามาสะกิดไหล่ผู้เขียน
แล้วถามว่า “หนู ลูกใครจ๊ะ?” คุณยายคงแปลกใจที่เห็น
mo
14 มผ กรกฎาคม พ.ศ. ๒*®*