ข้อความต้นฉบับในหน้า
เขาพูดเราฟัง เราพูดเขาฟัง บางอย่างเราไม่
อยากจะฟัง แต่เมื่อเขาพูดเราก็จำต้องฟัง บาง
อย่างเราอยากจะพูด แต่ไม่มีจังหวะที่จะพูด
ก็จำต้องระงับใจไว้ไม่พูด เมื่อตอนสอนคนอื่น
เขาไม่มีใครค้านสักคำ นิ่งฟัง ยอมเราหมด
แต่ตอนสนทนาธรรม เราจะต้องลดตัวลงมาอยู่
ในฐานะเป็นทั้งคนพูดทั้งคนฟัง ถ้าพูดถูกเขาก็
ชม พูดผิดเขาก็ค้าน อาจถูกติ ถูกขัด ถูกแขวะ
ถูกชม ถูกค้าน ได้ตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้แหละที่ยั่ว
กิเลสนักหนา ถ้าไม่ควบคุมใจให้ดี กิเลสมันก็
คอยจะออกมาจุ้นจ้านให้ได้ ขึ้นต้นคนกับคน
คุยธรรมะกัน ไปได้ไม่กี่น้ำ กิเลสกับกิเลสมัน
ออกมาโต้กันให้ยุ่งไปหมด
ผู้ที่จะสนทนาธรรมได้ จึงต้องฝึก
ขันติจนมีความอดทนต่อการถูกติเป็นเลิศ
ทนคำพูดที่ไม่ชอบใจได้ทั้งจากคนที่สูงกว่า
และต่ำกว่า มีความว่าง่ายสอนง่ายในตัว
และต้องเลือกคู่สนทนาเป็นคือ ต้องเป็นคน
ประเภทสมณะใฝ่สงบด้วยกัน
มีผู้อุปมาไว้ว่า การพูดธรรมะให้คนอื่น
ฟังก็เหมือนชกลม ชกจนหมดแรงเราก็ไม่เจ็บ
สักนิด ลมมันแพ้เราทุกที ทีนี้การฟังธรรม
ที่คนอื่นพูด เหมือนการชกกระสอบทราย คือ
ชกไปก็รู้สึกเจ็บมือมาบ้าง ฟังเขาพูดก็เหมือนกัน
ใจเราสะเทือนบ้าง แต่การสนทนาธรรมนั้น
เหมือนการขึ้นชกบนเวทีจริง ๆ เราชกเขา เขา
ชกเรา ชกกันไปชกกันมา ถูกล่อถูกหลอก
ถูกกวนใจตลอดเวลา ถ้าไม่ระวังให้ดี อาจ
ทนไม่ได้โกรธขึ้นมา ตนเองกลายเป็นคนพาล
ไป
๗๒
ข้อควรปฏิบัติในการ
สนทนาธรรม
0.
ต้องชำระศีลให้บริสุทธิ์ก่อน ถ้า
เป็นฆราวาสก็ต้องรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์
หรือถ้ารักษาศีล ๘ มาล่วงหน้าสัก ๗ วัน
ก่อนสนทนาได้ยิ่งดี ไม่ใช่เพิ่งสร่างเมาแล้วมา
คุยธรรมะกันหรือว่ากินเหล้าไปก็คุยธรรมะไป
อย่างนั้นใช้ไม่ได้
๒. ต้องหมั่นเจริญสมาธิภาวนาเป็น
ประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนสนทนาธรรม
ถ้าได้ทำสมาธิก่อนจะดีมาก เพราะใจจะผ่อง
ใสดี ทำสมาธิเหมือนอย่างกับว่า ทั้งเนื้อทั้ง
ตัวของเราเป็นก้อนธรรมทั้งก้อน ให้ตัวเป็น
ธรรมใจเป็นธรรมเสียก่อนแล้วจึงมาสนทนา
ธรรมกัน
๓. แต่งกายสุภาพ ทีแรกเราชำระศีล
ให้บริสุทธิ์นั้น กายกับวาจาเป็นธรรมแล้ว พอ
เราทำสมาธิบ่อย ๆ เข้า ใจของเราก็เป็นธรรม
ด้วย ถึงเวลาจะสนทนา ก็ต้องแต่งกายให้
สุภาพ ให้เครื่องประกอบกายของเราก็เป็น
ธรรมด้วย ไม่ใช้เสื้อผ้าสีบาดตา แบบก็สุภาพ
สะอาด ถ้าเป็นชุดขาวได้จะดีมาก
๔. กิริยาสุภาพ จะยืน จะเดิน จะนั่ง
ให้เรียบร้อย หนักแน่น สงบเสงี่ยม สำรวม
มีกิริยาเป็นธรรม ไม่ให้กิริยาของเราทำให้
ผู้อื่นอุ่นใจ เช่น เดินลงส้นเท้ามาปัง ๆ
๕. วาจาสุภาพ คือ มีวาจาสุภาษิตดัง
ได้กล่าวมาแล้ว ไม่พูดเสียงดัง ไม่สรวลเส
เฮฮา ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่รู้บอกว่าไม่รู้ ควร
ชมก็ชม ควรติก็ติ แต่ไม่ด่า
5. ไม่กล่าวด้านพุทธพจน์ หรือ
ปฏิเสธอรรถกถาฎีกา โดยเด็ดขาด เพราะ
พุทธพจน์คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
โดยเนื้อแท้แล้วย่อมถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
อรรถกถาหรือฎีกาเกือบทั้งหมดก็ถูกต้อง ขึ้น
อยู่กับว่า สติปัญญาของเรามีพอจะไตร่ตรอง
ตามท่านหรือไม่ ถ้าเราไปกล่าวค้าน หรือ
ปฏิเสธโดยเด็ดขาดไว้แล้ว ประการแรก ก็ไม่รู้
จะใช้อะไรเป็นมาตรฐาน ประการที่สอง หาก
คู่สนทนาอธิบายหรือชี้แจงถึงเหตุผลให้เราฟัง
แม้เราจะเข้าใจก็อาจไม่ยอมรับเพราะกลัวเสีย
หน้า มีทิฐิ ทำให้เกิดการวิวาทบาดหมางใจ
กันได้ ดังนั้น สำหรับอรรถกถาหรือฎีกา เมื่อ
ไม่เห็นด้วยก็ควรแสดงเพียงแต่ว่ารู้สึกสงสัย
หรือแสดงความเห็นของตนว่าน่าจะเป็นอย่าง
นั้นอย่างนี้มากกว่า พร้อมกับขอความเห็นจาก
คู่สนทนา
อรรถกถา คือ หนังสือที่พระภิกษุสงฆ์อรรถกถา
จารย์ในสมัยก่อนโน้นเขียนขึ้นเพื่ออธิบาย
ขยายความเนื้อหาในพระไตรปิฎก ให้
*ฎีกา
เข้าใจง่ายขึ้น เหมือนเป็นหนังสือคู่มือ
พระไตรปิฎกนั่นเอง
คือ หนังสือคู่มือที่อธิบายอรรถกถาให้
เข้าใจง่ายขึ้น เหมือนเป็นหนังสือคู่มือของ
คู่มือพระไตรปิฎกนั่นเอง
มีนาคม ๒๕๓๑
Kalyanamitra.org