ข้อความต้นฉบับในหน้า
เดียวที่จะทำให้สงบสุขได้ก็คือ หาสิ่งต่าง ๆ มาสนอง
ความอยาก เมื่อได้สมอยากก็เกิดความสงบสุขใจชั่วคราว
ในไม่ช้าก็เกิดความอยากในสิ่งอื่น มนุษย์ผู้ตกเป็นทาส
ของตัณหาก็วิ่งเต้นตัวเป็นเกลียว หาเหยื่อมาเลี้ยงตัณหา
จัดการจริง ๆ จะลำบากสักเพียงใด เมื่อคิดถึงตอนนี้
อาตมาเกือบจะตัดสินใจปฏิเสธไม่รับทรัพย์สมบัติของ
ฤาษีชรา แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความสงสาร อยากจะ
ช่วยเหลือให้แกได้ไปผุดไปเกิดเสียที ขณะที่กำลังครุ่นคิด
ต่อไปจนกว่าชีวิตจะสิ้นสุดลง สุขแบบชาวโลกเป็นสุข หาทางออกอยู่นั่นเอง ชายคนหนึ่งชื่อ ปั้น ซึ่งอาศัยอยู่ที่
ห้องแถวเชิงบันไดนาคก็มาพบอาตมาที่กุฏิ นายปั้นเป็น
ชั่วคราวและนิดหน่อย แต่ต้องลงทุนลงแรงมากและ
เจือไปด้วยทุกข์ การอาศัยทรัพย์หาความสุขเปรียบ ชายอายุประมาณ ๔๐ ปี มีลูก 5 คน สามคนแรกไป
เหมือนนั่งเรือรั่วข้ามฟาก ผู้โดยสารต้องเสียเวลา
ส่วนมากไปในการอุดรูรั่วมิให้เรือจม และเรือมักจะ
จมก่อนถึงฝั่งเสมอ ชาวโลกที่หาความสุขจากทรัพย์
ย่อมเสียเวลาส่วนมากไปในการแสวงหา และการ
บำรุงรักษาทรัพย์จนไม่มีเวลาหาความสุขสงบใจ
ส่วนสุขทางธรรมมีลักษณะตรงกันข้ามกับสุขทาง
โลก คือแทนที่จะหากามคุณทั้ง ๕ มาบำรุงเลี้ยง
ตัณหา กลับพยายามทำลายตัวตัณหาซึ่งเป็นเหตุให้
จิตใจกระเสือกกระสนดิ้นรนนั้นเสีย เมื่อตัณหา
ถูกทำลายแล้ว จิตใจก็จะสงบสุขตลอดกาล เป็นสุข
ที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร นอกจากความตั้งใจ
อันเด็ดเดี่ยวที่จะปราบตัณหาเท่านั้นเอง บัดนี้
อาตมาได้จับศัตรู คือ ตัณหาผูกมัดไว้แล้วด้วยสมาธิ
อย่างมั่นคง พอตัณหาขยับตัวนิดหน่อยเพราะเห็นเครื่อง
ล่อคือทรัพย์ของฤาษี ก็จะยอมแก้เชือกปล่อยให้มันเป็น
เข้าเรียนในโรงเรียนราษฎร์ในเวียง โดยอาศัยอยู่กับ
ญาติ ส่วน ๓ คนหลังที่ยังเล็ก ๆ ทำงานขายดอกไม้
ธูปเทียนแก่ผู้มาไหว้พระธาตุ มีรายได้วันละเล็กละน้อย
ช่วยครอบครัว ส่วนนายปั้นและภรรยาขายกาแฟและ
ก๋วยเตี๋ยว มีรายได้พอส่งเสียให้ลูกเรียน แม้จะทำงาน
ตัวเป็นเกลียวก็มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ฐานะ
ของแกจึงจัดอยู่ในเกณฑ์ยากจน แต่แม้กระนั้น นายปั้น
ก็มีศรัทธายึดมั่นในพระบวรพุทธศาสนา ใส่บาตรให้
อาตมาเป็นประจำทุกเช้ามิได้ขาด หลังจากทักทายกัน
ตามธรรมเนียมแล้ว นายปั้นก็เริ่มต้นเข้าสู่จุดประสงค์
ที่มาเยี่ยมอาตมา
“ผมต้องการจะเปลี่ยนอาชีพเสียที เพราะขายกาแฟ
บนดอยไม่มีทางก้าวหน้า รายได้ขึ้นอยู่กับผู้มาไหว้
พระธาตุ ในฤดูแล้งพอจะมีรายได้บ้าง แต่ในฤดูฝนไม่มี
คนขึ้นดอยต้องชักทุนเดิม ผมได้ปรึกษากับภรรยาว่า
อิสระ ขี่คอต่อไปในวัฏฏะไม่รู้จักสิ้นสุดอีกละหรือ? จะซื้อรถสามล้อเครื่องสักหนึ่งคัน รับโดยสารขึ้นลงดอย
อาตมาคิดได้ดังนี้ ก็พยายามระงับความอยากที่ฟุ้งขึ้นมา
จนสงบระงับไป
แม้ขณะที่ยังไม่ได้ออกปากรับทรัพย์สมบัติของ
สุเทวฤาษี อาตมาก็ยังยุ่งยากถึงเพียงนี้ ถ้ารับเอามา
ส่วนภรรยาก็คงขายกาแฟต่อไปเป็นการหารายได้ช่วยกัน
มีเพื่อนคนหนึ่งเขาเสนอจะขายรถของเขาให้ในราคา
5,000 บาท เวลานี้ผมมีอยู่เพียง ๒,๐๐๐ บาทเท่านั้น
ใคร่ขอความกรุณาให้ท่านช่วยอีก ๔,๐๐๐ บาท”
๑๐๑
มีนาคม ๒๔๓๑
Kalyanamitra.org