ข้อความต้นฉบับในหน้า
สมัย ที่ ๒ ช า ร ะ และ
จ า ร ก ล ง ใ น ใ บ ล า น
ส มั ย ที่ ๓ ช า ร ะ และ
พิ ม พ์เป็นเล่ม
สมัยที่ ๔ ชำระและ
พิมพ์เป็นเล่มเพิ่มเติม
ขึ้นเป็น ๔ ๕ เล่ ม
๒๘ ก ล ย า ณ มิ ต ร
กระทำที่กรุงเทพฯ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ พ.ศ.
๒๓๓๑...
ในปี พ.ศ. ๒๓๓๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสละพระราชทรัพย์จ้างช่างจาร
จารึกพระไตรปิฎกลงในใบลาน และให้ชำระและแปลฉบับอักษรลาวอักษรรามัญ เป็นอักษร
ขอม สร้างใส่ตู้ไว้ในหอมนเทียรธรรม และสร้างพระไตรปิฎกถวายพระสงฆ์ไว้ทุกอารามหลวง
มีผู้กราบทูลว่า ฉบับพระไตรปิฎกและอรรถกถาฎีกาที่มีอยู่ ผิดเพี้ยนวิปลาสเป็นอันมาก ผู้ที่รู้พระ
ไตรปิฎกก็มีน้อยท่าน ควรจะได้หาทางชำระให้ถูกต้อง จึงทรงอาราธนาพระสังฆราช พระราชา
คณะฐานานุกรมเปรียญ ๑๐๐ รูปมาฉัน....แล้วจึงอาราธนาให้พระสงฆ์ดำเนินการสังคายนาชำระ
พระไตรปิฎก ซึ่งเลือกได้พระสงฆ์ ๒๑๘ รูป ราชบัณฑิตอุบาสก ๓๒ คน กระทำ ณ วัด
พระศรีสรรเพชญ์ (คือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ในปัจจุบัน) สิ้นเวลา ๕ เดือน จึงเสร็จ แล้วได้
จ้างช่างจารจารึกลงในใบลาน ให้ปิดทองแท่งทับทั้งใบปกหน้าหลังและกรอบทั้งสิ้น เรียกว่าฉบับ
- ทอง ห่อด้วยผ้ายกเชือกรัดถักด้วยไหมแพรเบญจพรรณ มีฉลากงาแกะเขียนอักษรด้วยหมึก
และฉลากทอเป็นตัวอักษรบอกชื่อพระคัมภีร์ทุกคัมภีร์
แต่การสังคายนาครั้งนี้ ผู้ทรงความรู้รุ่นหลัง มักจะพูดล้อว่าเป็นการสังคายนา “แต้มหัวตะ”
เช่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงไว้ในพระราชวิจารณ์เทียบลัทธิ
พระพุทธศาสนาฝ่ายหินยาน (เถรวาท) กับมหายาน หน้า ๑๓ โดยเล็งไปถึงว่าไม่ได้ทำอะไร
มาก นอกจากแก้ไขตัวหนังสือที่ผิด คำว่า “แต้มหัวตะ” หมายความว่า อักษร ค กับอักษร
ต เมื่อเขียนด้วยอักษรขอม มีลักษณะใกล้เคียงกัน ถ้าจะให้ชัดเจนเวลาเขียนตัว ๆ จะต้องมีขมวด
หัว การสอบทานเห็นตัวไหนไม่ชัดก็เติมขมวดหัวเสียให้ชัด
กระทำที่กรุงเทพฯ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พ.ศ.
๒๔๓๑-๒๔๓๖
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ในขณะที่เสด็จประพาสยุโรป ได้ไปพบกับศาสตรา
จารย์ริส เดวิดส์ และทรงอุปถัมภ์ในการจัดทำคัมภีร์พุทธศาสนาบาลีเป็นอักษรโรมันขึ้น และเมื่อ
เสด็จนิวัติกลับสู่ประเทศไทย ทรงให้คัดลอกตัวขอมในคัมภีร์ใบลานเป็นตัวไทยแล้วชำระแก้ไข
และมีการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกขึ้นเป็นเล่มหนังสือรวม ๓๙ เล่ม มีการประกาศสังคายนา
กระทำที่กรุงเทพฯ สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พ.ศ. ๒๔๖๘
๒๔๗๓
นักวิชาการตะวันตกวิพากษ์วิจารณ์ว่า พระไตรปิฎกของไทยนั้นไม่ค่อยจะรักษาเอกลักษณ์
ของตนไว้เลย ลอกของคนอื่นมาเยอะแยะ ในปัจจุบันนี้ระบบที่ใช้ในพระไตรปิฎกไทยอาจจะเรียก
ได้ว่า นำมาจากพระไตรปิฎกฉบับของสมาคมบาลีปกรณ์ของอังกฤษเกือบทั้งหมดทีเดียว จะมีคำ
และการลำดับข้อต่างกันบ้างก็เป็นเพียงเล็กน้อย
ที่น่าสังเกตก็คือว่า จำนวนเล่มที่ขาดไปนั้นเราก็มาพิมพ์เพิ่มในระยะหลังเป็น ๔๕ เล่ม จาก
Kalyanamitra.org