ข้อความต้นฉบับในหน้า
สามารถกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้อย่างแปลกประหลาด
บางคนเคยกินเหล้าหัวราน้ำมาเป็นเวลานับสิบ ๆ ปี
พอไปบวชเพียง ๑-๒ เดือนเท่านั้น สามารถ “ทิ้งเหล้า”
ได้เด็ดขาดเลยก็มี บางคนบ่นว่า “เกือบเสียชาติเกิด”
ถ้ารู้อย่างนี้บวชมาเสียตั้งแต่หนุ่ม ๆ แล้ว
ข้อที่น่าคิดเกี่ยวกับการเข้าพรรษานอกจากที่ทราบ
จากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาว่าเพราะมีชาวบ้าน
มากราบทูลพระพุทธเจ้าว่า บรรดาภิกษุผู้เป็นสาวกของ
พระพุทธเจ้าเที่ยวจาริกออกประกาศพระศาสนาตลอด
ทั้งปี แม้กระทั่งในฤดูฝนก็มิได้หยุดยั้ง ทำให้ต้องเหยียบ
ข้าวกล้าและสัตว์เล็ก ๆ ตามคันนาและแผ่นดินทั่ว ๆ ไป
พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงบัญญัติให้ภิกษุทั้งหลายต้องอยู่จำ
พรรษา ณ ที่ใดที่หนึ่งเป็นหลักแหล่งตลอดเวลา ๓ เดือน
ในฤดูฝน ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ
เดือน ๑๑
หน้าที่ของภิกษุนอกจากจะต้องศึกษาพระธรรม
วินัยและปฏิบัติธรรมแล้ว จะต้องจาริกออกเทศนาสั่งสอน
ประชาชนด้วย ในทำนองว่าใช้เวลา ๓-๔ เดือนในช่วง
ฤดูฝน บำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ตนเองด้วยการศึกษา
หาความรู้และเจริญภาวนาเพื่อสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง
แล้วออกเทศนาสั่งสอนชาวบ้านอีกประมาณ ๘-๙ เดือน
ชื่อว่าบำเพ็ญทั้ง “อัตหิตประโยชน์” คือ “ประโยชน์
“เกื้อกูลแก่ตนเอง” และ “ปรหิตประโยชน์” คือ ประ
โยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น"
การที่ภิกษุได้จาริกแสดงธรรมโปรดประชาชน ๘-๙
เดือนนั้น ย่อมจะได้ “ประสบการณ์” มากและคงจะต้อง
ประสบกับอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ มากเช่นกัน บาง
ปัญหาก็อาจแก้ได้ แต่บางปัญหาอาจจะยังแก้ไม่ได้ เมื่อ
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นได้กลับมาร่วมอยู่จำพรรษาในที่
เดียวกัน ก็ย่อมมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดความเห็น
จากประสบการณ์ของตน เท่ากับเป็นการ “สัมมนา
ประจำปี พร้อมกันนั้น ก็จะได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
๔๔ ก ล ย า ณ ม ต ร
66
ถ้าเด็กวัยรุ่นเหล่านี้ได้มีโอกาสเข้าไปบวชเรียน
จริง ๆ สัก ๒-๓ พรรษา คงจะทำให้มีจิตใจ
เยือกเย็นขึ้นมาก ไม่วู่วาม มีสติเหนี่ยวรั้งตน
รู้จักผิดชอบชั่วดีมากขึ้น
99
Kalyanamitra.org