การทำวิปัสสนากรรมฐาน วารสารกัลยาณมิตร ปี 2532 ฉบับที่ 7 หน้า 33
หน้าที่ 33 / 128

สรุปเนื้อหา

แต่ ช า ว พุ ท ธ ยัง โ ช ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เล่ม นี้ มี ค า อ ธิ บ า ย ไว้ ห ล า ย ต อ น ก า ร เ จ ริ ญ ย า น า ป า น ส ติ ในสมัยโบราณของไทยว่า การทำวิปัสสนากรรมฐานแต่เดิมนั้นชาวพุทธมีความคิดเห็นอย่างไร บ้าง ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับในสมัยปัจจุบันนี้ก็ได้ มีพระภิกษุรูปหนึ่งได้มองเห็นการณ์ไกล เกรงว่าในอนาคตคนทั้งหลายอาจจะไม่เข้าใจวิธีการ ทำวิปัสสนากรรมฐานโบราณของคนไทยว่าเป็นอย่างไรบ้าง จึงรวบรวมนำมาพิมพ์เป็นเล่มขึ้น ชื่อ หนังสือพระสมถวิปัสสนาแบบโบราณ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ พระภิกษุรูปนั้นคือ พระมหาโชติปัญโญ (ใจ ยโสธรรัตน์) โดยมีพระเดชพระคุณพระพรหมมุนี (ติสโส อ้วน) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสเป็นผู้ตรวจ หนังสือนี้ได้รวบรวมเอกสารการทำวิปัสสนากรรมฐานจาก คัมภีร์เก่า ๆ ซึ่งได้มาจากแหล่งต่าง ๆ เป็นหลักฐานที่แสดงว่า ก

หัวข้อประเด็น

- การทำวิปัสสนากรรมฐาน

ข้อความต้นฉบับในหน้า

แต่ ช า ว พุ ท ธ ยัง โ ช ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เล่ม นี้ มี ค า อ ธิ บ า ย ไว้ ห ล า ย ต อ น ก า ร เ จ ริ ญ ย า น า ป า น ส ติ ในสมัยโบราณของไทยว่า การทำวิปัสสนากรรมฐานแต่เดิมนั้นชาวพุทธมีความคิดเห็นอย่างไร บ้าง ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับในสมัยปัจจุบันนี้ก็ได้ มีพระภิกษุรูปหนึ่งได้มองเห็นการณ์ไกล เกรงว่าในอนาคตคนทั้งหลายอาจจะไม่เข้าใจวิธีการ ทำวิปัสสนากรรมฐานโบราณของคนไทยว่าเป็นอย่างไรบ้าง จึงรวบรวมนำมาพิมพ์เป็นเล่มขึ้น ชื่อ หนังสือพระสมถวิปัสสนาแบบโบราณ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ พระภิกษุรูปนั้นคือ พระมหาโชติปัญโญ (ใจ ยโสธรรัตน์) โดยมีพระเดชพระคุณพระพรหมมุนี (ติสโส อ้วน) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสเป็นผู้ตรวจ หนังสือนี้ได้รวบรวมเอกสารการทำวิปัสสนากรรมฐานจาก คัมภีร์เก่า ๆ ซึ่งได้มาจากแหล่งต่าง ๆ เป็นหลักฐานที่แสดงว่า การทำวิปัสสนากรรมฐานใน ประเทศไทยแต่โบราณ มีลักษณะบางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวต่างจากการทำวิปัสสนา กรรมฐานของพม่า หรือของศรีลังกา ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าเรื่องธรรมกายนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย มีอยู่ในพุทธศาสนาในแผ่นดินไทย นี้มานานพอสมควรแล้ว ตั้งแต่หลักการประพฤติปฏิบัติธรรม การกำหนดนิมิตเป็นดวงแก้ว ซึ่งการเห็นนิมิตนั้นก็ไม่ใช่ว่าไม่มี แม้กระทั่งคำภาวนา “สัมมา อะระหัง” ก็มีปรากฏอยู่ในหนังสือ เล่มนี้ ในหน้า ๒๕๒ ซึ่งคัดมาจากคัมภีร์ สมัยสมเด็จพระอริยวงษญาณปริยัติวราสังฆราชาธิบดี ศรีสมณุตมาปรินายก (สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน) จะเห็นได้ว่า คำภาวนา “สัมมา อะระหัง” ที่ใช้ในการภาวนานี้ไม่ใช่คำที่หลวงพ่อวัดปากน้ำคิดขึ้นเอง เชื่อได้ว่าในสมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นั้นได้นำคำภาวนานี้มาจากคัมภีร์โบราณ ซึ่งท่านเองได้ไปศึกษามาโดย การท่อง สัมมา อะระหัง ๆ ติดต่อกันไป ในตำราเล่มนี้ยังได้กล่าวถึงการเจริญอานาปานสติ มีความตอนหนึ่งว่า “ภาวนา ๑,๒,๓,๔, ๕ ตั้งต้นในจงอยปาก เห็นลมหายใจ และภาวนา ๑,๒,๓,๔,๕, ปรากฏฝอยเหมือนไฟ ๑ ควัน หม้อ ๑ เหมือนนุ่น ๑ แล้วปรากฏเห็นดวงดาวดวงหนึ่ง แล้วปรากฏเห็นพระจันทร์ซีกหนึ่ง แล้วเห็น พระจันทร์ทั้งดวง และภาวนาไป แล้วเห็นปรากฏเป็นพระอาทิตย์ซีกหนึ่ง แล้วปรากฏเป็น พระอาทิตย์ทั้งดวง แล้วภาวนาให้ปรากฏเห็นดาวดวงหนึ่งแล้วส่งไป และพาเข้ามา แล้วปรากฏ เห็นพระจันทร์ซีกหนึ่งแล้วส่งไป และพาเข้ามา แล้วเห็นพระจันทร์ทั้งดวง ส่งไปและพาเข้า มา แล้วปรากฏเห็นพระอาทิตย์ซีกหนึ่ง ส่งไปและพาเข้ามาแล้วเห็นพระอาทิตย์ทั้งดวง ส่งไปแล้ว พาเข้ามาไว้และตั้งในกลางจมูก เห็นหมู่ญาติ มนุษย์ และสัตว์เดียรัจฉาน...” จากหนังสือพระสมถวิปัสสนากรรมฐานแบบโบราณของไทย อาจจะอธิบายการเห็นดวง แตกต่างไปสักนิดหนึ่ง แต่ก็สามารถจะยืนยันได้ว่า การเห็นดวงมีจริง หรือแม้แต่การเห็นกายภาย ใน ในตำราเล่มนี้ก็มีเขียนไว้ในหน้า ๓๒๘ มีความว่า “... ได้สุขเหมือนนั่งใต้ต้นไม้ต้องลม ริ้ว ๆ สบายริ้ว ๆ มาเป็นที่พึ่งแก่ข้านี้เถิด ปรากฏเห็นรูปร่างตนเองทรงเครื่องมงกุฎ สร้อยสังวาลชื่นชมยินดี สบาย....” นี่เป็นลักษณะซึ่งเข้าได้กับของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ได้ อธิบายการเข้าถึงกายทิพย์ไว้อย่างชัดเจน ในข้อความที่ว่า “ปรากฏเป็นรูปร่างตนเองทรงเครื่อง มงกุฎสร้อยสังวาล ชื่นชมยินดี สบาย....” ลักษณะเช่นนี้สามารถจะยืนยันได้ว่า เรื่องกายในกาย ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ไปเห็นนั้นก็สอดคล้องกับกายที่บรรยายไว้ในตำราเล่มนี้เช่นเดียวกัน ความตอนหนึ่งหน้า ๓๕๒ บรรทัดที่ ๑๗ ได้กล่าวถึงผลเมื่อปฏิบัติลึกเข้าไปอีก มีความว่า Kalyanamitra.org กั ล ย า ณ ม ต ร ๓๑
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More