ข้อความต้นฉบับในหน้า
ชัยเสนทรงสั่งให้ประหารมัทนากับสุภางค์ทันที!
พระนางจัณฑ์เห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน จึงเข้า
เฝ้าท้าวชัยเสนทูลขอเจรจาสงบศึก แต่ท้าวชัยเสนไม่ยอม
กลับตรัสด้วยมานะกษัตริย์ว่า จะตัดพระเศียรของท้าวมคธให้ได้
ในที่สุด ท้าวชัยเสนก็ชนะศึกมคร
ทุกอย่างคลี่คลายตัวออกมา... พราหมณ์วิทูรสำนึกผิด
กราบทูลความจริงถวาย ท้าวชัยเสนทรงทราบก็แทบคลั่งที่ต่วน
ลงโทษมัทนากับสุภางค์ แต่อำมาตย์ผู้ควบคุมการประหารใน
ครั้งนั้น ได้กราบทูลให้ทรงทราบว่า ทั้งสองไม่ได้ถูกประหาร
แต่สุภางค์ได้อาสาไปรบและขอตายในสนามรบเยี่ยงชายชาติทหาร
ส่วนมัทนาได้กลับไปอยู่ป่าหิมพานต์กับพระฤาษีกาละทรรศิน
คามเกม
ท้าวชัยเสนได้จัดการลงโทษผู้ที่ใส่ร้ายมัทนาแล้ว จึงจัด
ขบวนเกียรติยศไปรับมัทนากลับเข้าเมือง
ฝ่ายมัทนานั้น เมื่ออยู่ป่าหิมพานต์ก็ตกอยู่ในห้วงทุกข์
ได้แต่โศกเศร้าอาลัยถึงท้าวชัยเสนจนไม่อาจจะทนมีชีวิตอยู่ได้
อีกต่อไป ในที่สุดเมื่อจนหนทางเข้า จึงอ้อนวอนขอร้องสุเทษณะ
เทพบุตร
สุเทษณะเทพบุตรได้มาปรากฏกาย และเชิญชวนให้
มัทนาไปเป็นชายาของตน แต่มัทนาปฏิเสธ ซ้ำยังวิงวอนขอร้อง
ให้ช่วยนางให้ได้กลับไปครองรักกับท้าวชัยเสนอีกครั้ง สุเทษณะ
เทพบุตรได้ฟัง ก็รู้สึกขุ่นเคืองพระทัย จึงสาปนางให้เป็นต้น
กุหลาบตลอดกาล
ขณะนั้นเอง ท้าวชัยเสนเสด็จมาถึงอาศรมพระฤาษี
พระองค์ได้พบแค่ต้นกุหลาบผลิดอกบานสะพรั่งแทนชายามัทนา
ผู้เป็นที่รักของตน..
ตำนานดอกกุหลาบ และความรักของมัทนาจบลงแล้ว
เหลือไว้เพียงกุหลาบสัญลักษณ์แห่งความรักของมัทนา สาวสวย
ผู้ยินยอมรับรักเฉพาะกับชายที่ตนรักเท่านั้น...
ความรัก...ไม่ว่าจะเกิดกับใคร ๆ ย่อมนำทุกข์มาให้เสมอ
พระพุทธองค์ตรัสกับนางวิสาขาในครั้งหนึ่งว่า
"ความโศกก็ดี ความร่ำไรก็ดี ความทุกข์ก็ดี เหล่านี้มี
อยู่มากมายในโลกเพราะมีผู้ที่เป็นที่รัก เมื่อไม่มีผู้ที่เป็นที่รัก |
ความโศกความร่ำไร และความทุกข์เหล่านี้ย่อมไม่มี
(ต่อจากหน้า ๑๓)
ขาก๊วยชุดทำนาของพ่อก็ยังคงสวมอยู่ แต่พ่อดูซูบผอม ใบหน้า
หมองคล้ำเหมือนคนที่กำลังมีทุกข์
๑๐ สตางค์
เมื่อพ่อเห็นลูกสาวก็วิ่งมาเกาะที่เข่าทั้งคู่ พ่อตกนรก
เพราะเมื่อมีชีวิตอยู่พ่อดื่มสุรามาก ซื้อสุราดื่มวันละ
(๑๐ สตางค์ในสมัยนั้นซื้อสุราได้เป็นขวด) นอกจากนั้นพ่อยัง
เคยฆ่าสัตว์ ออกไปท้องนาก็จับกบ หอย ปู ปลาอยู่เป็นประจำ
บางครั้งก็เชือดไก่ที่เลี้ยงไว้เป็นอาหาร
เคยถามพ่อว่า พ่อฆ่าสัตว์ไม่กลัวบาปหรือ พ่อบอกว่า
ฆ่าเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงชีพ ไม่ได้เอาไปค้าขายที่ไหน ถึงวันพระ
พ่อก็ไปทำบุญ คิดว่าบาปคงจะหายไป แต่ที่ได้มาเห็นบาป
ของพ่อยังอยู่ พ่อกำลังถูกทรมานชดใช้บาป พ่อบอกว่าเมื่อใกล้
จะละโลกพ่อเห็นนิมิตที่เคยทำบาป จิตจึงกระวนกระวายและ
เกาะอยู่กับนิมิตนั้น พ่อจึงถูกนำมาที่นี่
พ่อวิงวอนขอความช่วยเหลือน้ำตานองหน้า สงสารพ่อ
เหลือเกิน ไม่รู้จะช่วยพ่อได้อย่างไร เปรียบเสมือนเห็นพ่อกำลัง
จะจมน้ำ ตัวเองก็ว่ายน้ำไม่เป็น ช่วยพ่อไม่ได้จึงร้องไห้ออกมา
ดัง ๆ จนอุบาสิกาทองสุกถามขึ้น ก็บอกไปตรง ๆ ว่าพ่อกำลัง
ตกนรกเพราะดื่มสุรา อยากจะช่วยพ่อให้พ้นทุกข์แต่ก็จนปัญญา
อุบาสิกาทองสุกแนะขณะที่ยังอยู่ในสมาธิให้อธิษฐาน
เรียกบุญบารมีที่ได้บรรลุถึงธรรมให้อาราธนาธรรมกายช่วยพ่อ
"ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติธรรม โดยเอาตัวเข้าเสี่ยงชีวิตนี้
เพื่อต้องการบรรลุธรรมจะได้มาช่วยพ่อ บัดนี้ข้าพเจ้าบรรลุ
ธรรมแล้ว ขออานุภาพพระธรรมกาย จงบันดาลช่วยให้พ่อ
พ้นทุกข์ด้วยบารมีของข้าพเจ้าเถิด"
พอขาดค่าก็ได้ยินเสียงพระธรรมกายกังวานก้อง บอก
ให้พ่อรับศีล พอยกมือพนมสมาทานศีลจนจบ แล้วพระธรรม
กายก็ให้พ่อระลึกถึงบุญที่เคยทำไว้ขณะที่เป็นมนุษย์ ด้วยอานุ
ภาพของพระธรรมกายและบุญของพ่อที่เคยทำประสาชาวบ้าน-
นอก ทันใดนั้นกายของพ่อก็เบาและลอยสูงขึ้น ๆ ติดตามธรรม
กายของคุณยายอาจารย์ผ่านสวรรค์ชั้นต่าง ๆ พ่อทำบุญไว้ไม่
ใช่น้อยเหมือนกัน พ่อจึงไปได้ถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมาน
หลังเล็กเก่าคร่ำคร่า ไม่สุกใส เพราะขณะที่พ่อเป็นคน วัดก็
เข้าเหล้าก็กิน บุญก็ทำกรรมก็สร้าง ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อเอา
เพราะเหตุนี้ ผู้ใดไม่มีใครเป็นที่รักในที่ไหน ๆ ผู้นั้น
ย่อมมีความสุข ปราศจากความโศก เพราะเหตุนั้น ผู้ปรารถนา | มาทำบุญ
ความไม่โศก อันปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่พึงทำใครให้เป็นที่รัก
ในที่ไหน ๆ..."
พระธรรมกายสอนให้พ่อภาวนา 'สัมมา อะระหัง”
กายของพ่อผ่องใสขึ้นมากต่างกับขณะอยู่ในนรก กายของพ่ออยู่
ในสภาพทิพย์ อยู่วิมานชั้นดาวดึงส์
๗๖ กัลยา ณ มิตร
Kalyanamitra.org