ข้อความต้นฉบับในหน้า
สมมุติว่าจะต้องออกเดินทางตอนตีสอง ตอนแรกไม่ได้คิด ไม่ได้เตรียมการมาก็เลย
สำหรับหลวงพ่อกว่าจะทำงานประจำวัน ทำไม่ได้ เสียเที่ยวไปเปล่า ๆ แต่บางครั้ง
เสร็จก็ดึก ปกติจะสรงน้ำเวลาเที่ยงคืน ได้เด็กที่รู้ใจมาคอยดูแลว่าหลวงพ่อจะไป
ต่อจากนั้นก็สวดมนต์ ทำวัตรเสร็จเอา ทำงานอะไร เขารู้ระยะทาง รู้ระยะเวลา
ก็ราวเที่ยงคืนสี่สิบห้า หรือตีหนึ่งแล้ว และรู้ความจำเป็นมากน้อยทั้งหมด แล้วก็
ถ้าจะนอนก็คงมีเวลาหลับเพียงชั่วโมงเดียว เตรียมงานต่าง ๆ ไปให้เสร็จสรรพ เพื่อ
ป่วยการหลับ เพราะเวลาน้อยเหลือเกิน แวะหรือเลยไปทำงานอื่นได้ด้วย ทั้งหยูก
ก็อาจหยิบหนังสือมานั่งอ่านหรือขีดเขียน
รอเวลาไป แต่จริง ๆ แล้ว การได้หลับสัก
ชั่วโมงสองชั่วโมงอาจจำเป็น เพราะเมื่อไป
ถึงที่แล้วต้องลงมือทำงานเลย ถ้าผู้ติดตาม
ก็ไปนอนด้วยแล้วตั้งนาฬิกาไว้กระชั้น
-
กระชิดเกินไป พอถึงเวลาจวนตีสอง
ตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียทั้งคู่ เดี๋ยวก็
หลง ๆ ลืมอะไรกันบ้าง เสียงานจนได้
ผู้ติดตาม หรือลูกน้องที่ดีต้อง
กระปรี้กระเปร่าอยู่ตลอดเวลา คอยตระ
เตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อม เช่นว่าอาจจะ
ตื่นขึ้นมาก่อนสัก ๒๐ นาที พออีก ๕ นาที
จะถึงเวลาเดินทาง เจ้านายตื่นขึ้นมาก็ให้
ท่านรองท้องด้วยปาท่องโก๋ โอวัลติน หรือ
กาแฟ พร้อมเช็คพาหนะที่ใช้ในการ
เดินทางให้พร้อมอยู่เสมอ อย่างนี้จึงจะดี
บางครั้งหลวงพ่อโชคดีได้เด็กเก่ง ๆ อย่างนี้
มาช่วยงาน เมื่อจะเดินทางไปที่หนึ่งเพื่อ
ทำงานเรื่องนั้น ๆ ความที่ใจจดจ่ออยู่กับ
งานจึงเตรียมเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น ไม่
ค่อยห่วงเรื่องส่วนตัว ทำให้หลงลืมไม่ได้
เอายาไปกินตามเวลาที่หมอสั่ง เด็กเขาจะ
เตรียมเอาไปให้เสร็จไม่บกพร่องก็สบายไป
บางครั้งเดินทางไปทำงานที่แห่ง
หนึ่ง โดยที่นั่นอยู่ไม่ไกลจากอีกแห่งหนึ่ง
ซึ่งสามารถแวะทำธุระได้อีกอย่าง แต่
ยา เครื่องอัดเทป วีดีโอ สไลด์ ฯลฯ บางที
หลวงพ่อเห็นหอบพะรุงพะรังก็เอ็ดเอาเสีย
อีกว่าจะเอาไปทำไมมากมาย เขาก็บอกว่า
เพื่อหลวงพ่อทำธุระตรงนี้เสร็จ อาจเลย
แวะไปตรงนั้นได้ เลยเตรียมมาให้ถึงไม่ได้
ใช้งานก็ไม่เป็นไร ไม่หนักหนาอะไร ผมหิ้ว
ติดมือมาด้วยเพื่อจะได้ไม่เสียเที่ยว อย่างนี้
ก็ดีเหมือนกัน ทำให้เราคล่องตัวทำงาน
ได้มากไม่ติดขัด ไอ้ชนิดที่สั่งหนึ่งได้แค่
จุดห้าจุดเจ็ดล่ะก็แย่หน่อย ก็ได้แต่ทนใช้งาน
กันไปอย่างนั้นเอง
การที่บุคคลจะได้บริวารอย่างนี้
ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็ทรงเคยเจอปัญหามาแล้ว สมัยที่พระองค์
ทรงประกาศพระศาสนาไปได้สัก ๑๕-
๒๐ ปี คราวหนึ่งเดินทางไปกับพระภิกษุ
ผู้ติดตามรับใช้รูปหนึ่ง ผ่านป่ามะม่วง
ร่มรื่นน่าแวะพักผ่อน แต่พระองค์มีกิจ
จะต้องเดินทางไปต่อจึงหยุดพักไม่ได้ พระ
ภิกษุรูปที่ติดตามมาด้วยกราบทูลว่า
"พระพุทธเจ้าข้า ป่ามะม่วงนี้
ร่มรื่นดี ข้าพระพุทธเจ้าขอพักอยู่ที่นี่แหละ
เพื่อเจริญภาวนา
พระพุทธองค์ทรงค้านว่า "อย่า
เลย ไปกับเราก่อนเถิด เราจะไปเทศน์ที่
หมู่บ้านข้างหน้า
พระภิกษุทูลว่า "ข้าพระพุทธ
เจ้าไม่ไปด้วยหรอกพระเจ้าข้า จะหาป่า
ร่มรื่นอย่างนี้ได้ที่ไหนอีก ขอข้าพระพุทธ
เจ้าขอนั่งสมาธิทำภาวนาอยู่ที่นี่แหละ
แม้พระพุทธองค์จะเอ่ยชวนอีก
รับ และ หลายครั้งก็ไม่ยอม กลับวางบาตรของ
พระองค์ลงกลางถนนแล้วก็เข้าป่ามะม่วง
ไป พระพุทธองค์จึงต้องทรงถือบาตร
ไปเอง ตอนนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุ
ประมาณ ๕๐-๕๕ พรรษา เมื่อจะไป
เทศน์ที่ไหนก็มีภารกิจหลายอย่าง เช่น
ต้องประกาศให้ชาวบ้านชาวเมืองรู้ว่าจะ
มีการเทศน์ที่ไหน เมื่อใด เรื่องอะไร ต้องนำ
ของใช้อันมีบาตร เป็นต้น ไปด้วยและยัง
ต้องไปจัดอาสนะเอง ซึ่งนับว่าเป็นภาระ
ใน ยุ่งยากเกินไปสำหรับผู้สูงอายุเช่นพระองค์
เจอเข้าอย่างนี้บ่อยเข้า ในที่สุดพระองค์
Plouglasia จึงทรงเลือกพระอานนท์มาเป็นอุปัฏฐาก
๙๖ กัลยาณมิตร
Kalyanamitra.org