ข้อความต้นฉบับในหน้า
เอาดิน ฟ้า
เอาดินฟ้ามาห่มใจ ทอแพรไหมด้วยใยจันทร์ ไม่ถึงครึ่งของความปรารถนาที่หลวงปู่หวังว่าจะให้เข้าใจ
มากางกั้นโทมนัส
ใจจำรัส..จึงสวัส
จึงสวัสดี...
คำพูดนี้มีต้นตอมาจากไหนจำไม่ได้เสียแล้ว รู้แต่
เพียงว่าหลวงปู่ที่วัดใกล้บ้านท่านสอนให้ท่องตั้งแต่ยังเป็น
เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ วิ่งตามแม่ไปวัด จนเดี๋ยวนี้ถ้านับเป็น
ขวบปีก็น่าจะประมาณ ๓๕ ปีเห็นจะได้ ไม่น่าเชื่อว่า
กลอนหกง่าย ๆ นี้จะขึ้นใจ ชนิดไม่ลบเลือน แม้จะไม่ได้
ท่องจ่าอยู่ทุกวี่วัน แต่ถ้าเมื่อใดได้ออกไปอยู่ใกล้ ๆ
ธรรมชาติหรือออกไปชมเดือนในคืนพระจันทร์สวยละก็....
กลอนหกนี้เป็นต้องสะท้อนก้องออกมาจากกลางใจ
เพราะเมื่อหลวงปู่สอนให้ท่อง ท่านจะต้องอธิบาย
ต่อว่า......
“ดินฟ้าคือท้องนา ป่าเขา ต้นไม้ดอกไม้ และ
สายน้ำ ส่วนแพรไหมใยจันทร์คือการเก็บเอาแสงสวรรค์
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ทุกครั้งที่คิดจะเอาดินฟ้า
มาห่มใจ กลับใจหายเสียทุกครั้งเมื่อมองไปทางไหน
แทบจะไม่เห็นดิน ฟ้า เพราะตึกรามที่ทะยานใหญ่คล้าย
อสุรกายขณะเหยียดตัวตั้งตรงขึ้นเพื่อบดบัง กระทั่งเดี่ยว
นี้ คนกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะหมดโอกาสได้เห็นทุ่งหญ้า
แนวขจีของขนัดสวนที่ขนานไปกับถนน หรือต้นฉำฉาใหญ่
ที่เคยให้ร่มเงากับคนเดินทาง ทุกคนบนถนน ทั้งในรถ
นอกรถ จึงร้อน ร้อน ทั้งกายและใจ มองไปไหนเจอแต่
ระยิบแดด พราวแสบรอบตัวไปหมด แม้เครื่องปรับ
อากาศในรถจะดีสักปานไหน ความรู้สึกของคนในรถก็
สัมผัสได้กับความร้อนนั้น
แล้วยามค่ำคืน หากคิดจะ ทอแพรไหมด้วยใย
จันทร์ละก็ เมินเสียเถิด
เพราะความสูงของคอนกรีต
ระฟ้ากั้นละอองสีทองไว้จนเกือบจะมิดเม้น กว่าจะเห็น
คือแสงจันทร์ที่ทาบทาเต็มฟ้านั่นมาสานทอเป็นผ้าไหม พระจันทร์ได้ โน่น...ต้องรอให้ไต่ฟ้าสูงกว่าระดับตึกเสีย
ที่ใสเหมือนแก้วเจียระไน อ่อนนุ่มและห่มสบายเหมือน
อ้อมอกแม่”
ก่อนนั่นแหละจึงจะมีโอกาส ซึ่งก็ง่วงนอนเสียแล้ว เพราะ
กลางวันมันเหนื่อยเต็มที่ หรือถ้าจะมีแก่ใจรออยู่จนได้
แน่นอน จำได้ ท่องได้ เหมือนนกแก้วนกขุนทอง เวลา แสงสวรรค์ที่เคยสวยละเมียดละไมในท้องฟ้า
เก็บรักษาเป็นอย่างดีไว้ในห้วงสำนึกส่วนลึก ซึ่งคือ เมื่อยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว ไม่เหลือความลออตาให้ชื่นใจ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวัยเยาว์ ด้วยความเข้าใจที่มี เท่าใดนัก เพราะถูกแสงไฟประจำชีวิตของคนกลางคืน
มาห่มใจ
.
๒๖ กัลยาณมิตร มิถุนายน ๒๕๓๕
- โดย เกษมสุข ภมรสถิตย์ (ใส)