เสรีนิยมในดิวินิตี้สกูล วารสารกัลยาณมิตร ปี 2535 ฉบับที่ 6 หน้า 53
หน้าที่ 53 / 113

สรุปเนื้อหา

เพศ และวัยของผู้อื่น ว่าต่ำต้อยด้อยกว่าตน หรือเป็น บุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ เพราะผิวพรรณ เพศ และวัยนั้น ถือว่าเป็นการเสียมาร ยาททางสังคมเป็นอย่างมาก ดิวินิตี้สกูลของฮาร์วาร์ด จึงเป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่ค่อนข้างจะเสรีนิยมมาก กว่าแห่งอื่นในอเมริกา มากกว่ามหาวิทยาลัยเยล หรือ มหาวิทยาลัยพริ้นสติ๊น (Princeton) เสียอีก การศึกษา จึงเป็นลักษณะมองทุกศาสนาเพื่อให้เข้าใจว่า มีอะไร เป็นหลักใหญ่ร่วมกัน โดยมองทุกแง่ทุกมุมทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเปลี่ยนแปลงของ แต่ละศาสนา ศาสนาใหญ่ ๆ ในโลกนี้จะมีคำสอน ส่วนใหญ่ที่คล้ายคลึงกัน แต่ถ้าศึกษาอย่างลึกซึ้งถึงจุด ต่าง ๆ ของปัญหาและเนื้อแท้ทางธรรมแล้ว ยังมีความ แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ในห้องสมุดของดิวินิตี้สกูล มีข้อความสั้น ๆ เขี

หัวข้อประเด็น

- เสรีนิยมในดิวินิตี้สกูล

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เพศ และวัยของผู้อื่น ว่าต่ำต้อยด้อยกว่าตน หรือเป็น บุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ เพราะผิวพรรณ เพศ และวัยนั้น ถือว่าเป็นการเสียมาร ยาททางสังคมเป็นอย่างมาก ดิวินิตี้สกูลของฮาร์วาร์ด จึงเป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่ค่อนข้างจะเสรีนิยมมาก กว่าแห่งอื่นในอเมริกา มากกว่ามหาวิทยาลัยเยล หรือ มหาวิทยาลัยพริ้นสติ๊น (Princeton) เสียอีก การศึกษา จึงเป็นลักษณะมองทุกศาสนาเพื่อให้เข้าใจว่า มีอะไร เป็นหลักใหญ่ร่วมกัน โดยมองทุกแง่ทุกมุมทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเปลี่ยนแปลงของ แต่ละศาสนา ศาสนาใหญ่ ๆ ในโลกนี้จะมีคำสอน ส่วนใหญ่ที่คล้ายคลึงกัน แต่ถ้าศึกษาอย่างลึกซึ้งถึงจุด ต่าง ๆ ของปัญหาและเนื้อแท้ทางธรรมแล้ว ยังมีความ แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ในห้องสมุดของดิวินิตี้สกูล มีข้อความสั้น ๆ เขียนติดไว้บนโต๊ะเป็นหัวข้อเอาไว้ว่า SSITS – ซิส นั้นเป็นคำแสลงในภาษาอเมริกัน ซึ่งแปลว่า อุจจาระ ถ้าจะแปลตรงตัวก็หมายความว่า เมื่ออุจจาระ เกิดขึ้นในศาสนาใหญ่ ๆ ของโลก แต่ความเป็นจริงแล้ว อุจจาระในภาษาสำนวนอเมริกันนั้นหมายถึง ความซวย เพราะฉะนั้นคำแปลที่ถูกต้องจึงเป็น “เมื่อความซวยเกิด ขึ้นในศาสนาใหญ่ ๆ ของโลก” แล้วสรุปออกมาเป็น หัวข้อต่าง ๆ ที่น่าสนใจ โดยเขียนเป็นข้อความตลก ๆ เปรียบเทียบให้เห็นปรัชญาของศาสนาต่าง ๆ ได้แก่ ลัทธิขงจื้อ ฮินดู อิสลาม ยูดาย พระพุทธศาสนา และ พุทธศาสนาแบบเซน ในปรัชญาของลัทธิขงจื้อนั้น เชื่อว่าสรรพสิ่งทั้ง หลายนั้นมาจากธรรมชาติ ชีวิตและธรรมชาติจึงเป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน ฉะนั้นความซวยก็คือความซวยอยู่ วันยังค่ำ ขงจื้อจะไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรมากมาย เพราะเป็นลัทธิธรรมชาตินิยม ที่มองอะไรอย่างตรงไป ตรงมา ไม่ต้องมีการปรุงแต่งอะไรมากมาย ส่วนศาสนาพุทธจะมองว่า ความซวยคือความ ทุกข์นั่นเอง และมันก็ไม่ใช่เรื่องจริงจังอะไรนัก จึงไม่ ควรยึดมั่น ถือมั่น ความซวย (ทุกข์) มีความสิ้นสุด และเกิดจากการเข้าไปยึดมั่นถือมั่นต่างหาก จึงสรุปว่า ความซวยนั้นไม่มีตัวจริง ศาสนาฮินดูมองความซวยว่า เป็นเรื่องราวเกี่ยว กับพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมีอยู่เยอะแยะมากมายในลัทธิ ครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ในศาสนา และมักจะเล่าย้อนไป ในอดีตว่า เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นปางก่อนครั้งกระนั้น เช่น ในเรื่องรามเกียรติ์ เรื่องพระนนท์ เหล่านี้เป็นต้น ใน ตำนานของฮินดูก็มักจะสรุปว่า มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ดิวินิตี้ฮอลล์ ส่วนของอาคารตอนกลางที่ยื่นออกมาข้างหน้า ซึ่งมีกระจกสูงกว่าส่วนอื่น ๆ คือห้องสวดมนต์ มิถุนายน ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๕๑
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More