ความทุกข์ของกินนรี วารสารกัลยาณมิตร ปี 2535 ฉบับที่ 6 หน้า 92
หน้าที่ 92 / 113

สรุปเนื้อหา

ต่าง ๆ ที่ด ผ่านไปแล้ว” ที่ดิฉันเก็บมาวางไว้ริมน้ำ ไปเล่า” “เหตุใดเจ้าทั้งสองจึงจากกัน ถูกกระแสน้ำพัดพาไปหมดสิ้นใน ชั่วพริบตา ครู่เดียวเท่านั้น น้ำก็ขึ้น เต็มฝั่ง ดิฉันข้ามน้ำไปไม่ได้ พระ งที่เกิดขึ้น นางกินรีจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น กับนางและสามีให้ฟังว่า “วันหนึ่งที่แม่น้ำนี้ มีน้ำไหล เชี่ยว แม่น้ำได้ไหลมาระหว่างหุบผา ในฤดูฝน วันหนึ่ง เป็นเวลาเย็นแล้ว เบียดเบียน มีทุกข์น้อยมีสุขมาก แม้ยามที่ต้องตายจากกันระหว่าง สามีภรรยา ความรักก็ยังไม่จืดจาง ส่วนชีวิตของมนุษย์ทั่วไปเช่นท่านนั้น มีเพียง ๑๐๐ ปีเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมท่านจึงจากภรรยาสุดที่รักของ ท่านมาเล่า” พระเจ้าภัลลาติกราชได้ฟัง แล้ว ทรงคิดได้ว่า ตนเองนั้นได้ ละเลยกิจที่ควรทำสำหรับกษัตริย์เสีย แล้ว ทรงทอดทิ้งบ้านเมืองทอดทิ้ง ประชาชน

หัวข้อประเด็น

- ความทุกข์ของกินนรี

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ต่าง ๆ ที่ด ผ่านไปแล้ว” ที่ดิฉันเก็บมาวางไว้ริมน้ำ ไปเล่า” “เหตุใดเจ้าทั้งสองจึงจากกัน ถูกกระแสน้ำพัดพาไปหมดสิ้นใน ชั่วพริบตา ครู่เดียวเท่านั้น น้ำก็ขึ้น เต็มฝั่ง ดิฉันข้ามน้ำไปไม่ได้ พระ งที่เกิดขึ้น นางกินรีจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น กับนางและสามีให้ฟังว่า “วันหนึ่งที่แม่น้ำนี้ มีน้ำไหล เชี่ยว แม่น้ำได้ไหลมาระหว่างหุบผา ในฤดูฝน วันหนึ่ง เป็นเวลาเย็นแล้ว เบียดเบียน มีทุกข์น้อยมีสุขมาก แม้ยามที่ต้องตายจากกันระหว่าง สามีภรรยา ความรักก็ยังไม่จืดจาง ส่วนชีวิตของมนุษย์ทั่วไปเช่นท่านนั้น มีเพียง ๑๐๐ ปีเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมท่านจึงจากภรรยาสุดที่รักของ ท่านมาเล่า” พระเจ้าภัลลาติกราชได้ฟัง แล้ว ทรงคิดได้ว่า ตนเองนั้นได้ ละเลยกิจที่ควรทำสำหรับกษัตริย์เสีย แล้ว ทรงทอดทิ้งบ้านเมืองทอดทิ้ง ประชาชนและมเหสี ไม่ดูแลทุกข์สุข ของราชบุตรตามที่ควรจะเป็น จึง นำทหารทั้งหลายกลับเข้าเมือง ไม่ ล่าสัตว์อีกต่อไป เพราะทรงตระหนัก ว่าชีวิตเป็นของน้อย ควรบำเพ็ญ กิจที่เป็นธรรมเป็นกุศลจะดีกว่า จึง อาทิตย์ตกแล้ว ความมืดย่างกราย ทรงเลิกล่าสัตว์ บำเพ็ญทาน และ เข้ามา ฝนก็ตกหนักตลอดเวลา ไม่ มีทีท่าว่าจะหยุดเลย เราทั้งสองอยู่ กันคนละฝั่งแม่น้ำ พอเห็นกันเข้า สามีของดิฉันได้เดินข้ามแม่น้ำไป เราก็ดีใจ พอไม่เห็นกัน เราก็ร้องไห้ ด้วยคิดว่าดิฉันคงเดินตามไป ส่วน ข้าแต่นายพราน....เราทั้งสองต้อง ดิฉันมัวแต่เลือกเก็บดอกปรู ดอก คัดเค้า ดอกบานไม่รู้โรย ดอกราช พฤกษ์ ดอกแคฝอย ดอกย่านทราย ตั้งอยู่ในธรรมตลอดชั่วอายุขัย เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเรื่องอดีตชาติของพระเจ้าโกศล พระนางมัลลิกาจบแล้วทรงให้โอวาท ว่า อย่าทะเลาะกันเลย เพราะจะ ทุกข์โศกอยู่กันคนละฝั่งแม่น้ำตลอด เป็นเหมือนกินนรสองสามีภรรยาที่ คืนนั้น เราทั้งสองต้องพรากจากกัน อยู่คืนหนึ่ง ซึ่งเรารู้สึกว่าช่างนาน ต้องเดือดร้อนอยู่ตลอดคืนนั้น พระเจ้าโกศลและพระนาง ดอกสาลพฤกษ์ซึ่งกำลังบานสะพรั่ง เสียเหลือเกิน และการพลัดพราก มัลลิกาเทวีทรงชื่นชมยินดีมาก ทรง ตั้งใจว่าจะนำไปร้อยพวงมาลัยให้แก่ มันช่างทำความทุกข์ทรมานใจให้เรา สรรเสริญพระคุณของพระสัมมาสัม สามี ส่วนตัวดิฉันก็จะทัดทรงดอกไม้ ยิ่งนัก แม้บัดนี้จะล่วงเลยมาถึง พุทธเจ้าต่าง ๆ นานา และตั้งแต่ ไว้ที่ผมและเอาดอกไม้ที่เหลือปลาด ๖๙๗ ปีแล้ว เมื่อระลึกถึงความ บนที่นอนสำหรับเราทั้งสอง ดิฉันมัวแต่บดกฤษณาดำ และจันทร์แดงด้วยก้อนหิน เพื่อให้ สามีประพรมร่างกาย และสำหรับ ตัวดิฉันเองด้วย ในครั้งนั้น เมฆตั้งเค้ามา ฝนตก กระแสน้ำไหลเชี่ยว ดอกไม้ ๙๐ กัลยาณมิตร มิถุนายน ๒๕๓๕ พลัดพรากครั้งนั้น เราก็ยังเป็นทุกข์ อยู่เสมอ “ดูก่อน กินนรผู้สหาย อายุ ของพวกท่านมีประมาณเท่าไร” “ข้าแต่นายพราน ธรรมดา อายุของกินรีนั้นประมาณ ๑,๐๐๐ ปี ในระหว่างอายุนั้น ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ บัดนั้นมาพระเจ้าโกศล พระนางมัล ลิกาก็มิได้ทะเลาะเบาะแว้งกันอีกเลย นิทานชาดกเรื่องนี้ น้าอึด นำมาจาก อรรถกถา วีสตินิบาต ภัลลติกชาดกที่ 4 ซึ่งในครั้งนั้น พระพุทธองค์ได้ถือกำเนิดเป็นพระ ราชา
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More