ข้อความต้นฉบับในหน้า
จรดขอบล่าง โอ๊ย...ไม่รู้จะบรรยายให้เบญจ์
เห็นงามตามไปด้วยได้อย่างไร ต้องมาดูด้วย
ตาตนเอง แล้วกลืนความงามไว้ในใจมันถึงจะซึ้ง
ไม่เชื่อถามพี่นิภาดูซิว่างามแค่ไหน ฉันบรรยาย
ได้ไม่ถึงเสี้ยวของความงามที่ได้เห็นและประทับ
ใจหรอกนะ ได้แต่คิดถึงกลอนบทละคอนพระ
ราชนิพนธ์อิเหนา ที่พี่นิภาชอบท่องนักเวลา
เห็นอะไรสวยอะไรงาม
“ใครยังไม่เห็นอย่าเพ่อตาย
เพริศพรายพ้นที่จะรำพัน
ที่ฉันยกกลอนขึ้นมาก็เพราะอยากให้
เบญจ์เข้าใจว่า ฉันหมายถึงอย่างนั้นจริง ๆ จะ
ฉันข้องใจคำว่า “กรอบลับแล” น้าน้อย
ก็อธิบายว่า ที่เรียกเช่นนั้น เพราะเดิมเป็นกรอบ
ที่ใช้ติดกระจกเงา ตั้งภายในพระอุโบสถ โดย
ตั้งใกล้และตรงกับช่องประตูเพื่อกั้นมิให้คน
ข้างนอกเห็นคนข้างใน อาจมีไว้เพื่อเป็นสิริ
มงคลตามคติความเชื่อของจีนโบราณด้วยก็ได้
ฉันคิดว่าบางทีกระจกเงานี้คงทำให้คนตกใจได้
เหมือนกันนะ ถ้าคนอยู่ข้างนอกเดินผ่านหรือ
(ล่าง) ต้นพิกุลเก่า
ชะเง้อมองเข้าไปข้างใน เหลือบตาเห็นภาพ ที่รัชกาลที่ ๓ เคย
ตัวเองเดินอยู่ข้างใน ก็สะดุ้งชะงักไปเหมือนกัน โปรดประทับใต้ร่มเงา
เบญจคิดว่าไงจ๊ะ เอ๊ะ....ใครหว่าหน้าตาเหมือน
เราจังเลย!
๓
ไม่รู้จบ
วันนั้นขากลับ เราคุยเรื่องความงาม
ของพระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่
น้าน้อยแนะว่าอยากรู้ที่มาของภาพก็ไปอ่าน
หนังสือวัดหน้า ๔๙-๕๐ สิ เมื่อฉันอ่านแล้วขน
ลุกซู่ เชื่อว่าพระวิญญาณพระองค์ท่านยังแวะ
เวียนอยู่ที่วัดราชโอรสฯ ด้วยทรงรัก ผูกพัน
และห่วงใยในศิลปะที่ทรงนิยม อยากให้เบญจ์
รู้ชัดเจนและรู้สึกเช่นฉัน จึงขอคัดลอกข้อความ
ให้เบญจ์อ่านเสียเลย ยาวหน่อยนะ อ้อ....อ่าน
แล้วรู้สึกยังไงเขียนมาบอกกันบ้างนะจ๊ะ
“สมัยเมื่อพระราชโมลี (ณรงค์) ได้ย้าย
จากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มาดำรงตำแหน่ง
เจ้าอาวาสวัดราชโอรสารามใหม่ ๆ ท่านได้เห็น
ลับแลซึ่งเก็บไว้บนหัวอาสนสงฆ์ในศาลาโรงทีม
เป็นของเก่า มีลวดลายงดงามมาก ชำรุดเพียง
เล็กน้อยพอที่จะซ่อมแซมแล้วปิดทองให้งดงาม
กว่าเดิมได้ แต่มีปัญหาว่า เมื่อซ่อมแล้วจะใช้
ทำอะไร และตั้งไว้ที่ไหน ท่านได้ปรารภเรื่องนี้
กับหลาย ๆ คน ต่อมาท่านคิดได้ว่ามีศิษย์
หลวงพ่อวัดปากน้ำคนหนึ่งชื่อ
นายสมบุญ
๘๔ กัลยาณมิตร มิถุนายน ๒๕๓๕