ข้อความต้นฉบับในหน้า
แต่ละเหลี่ยมจะสลักนูนต่ำเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ไม่มีลวดลายอื่นใดอีก แต่ละชั้นเบญจ์ มี
ชายคายื่นออกมา แล้วสลักลายเป็นคลื่นคล้าย
หลังคามุงด้วยกระเบื้องลอน ใต้ชายคายังแกะ
ลวดลายอีกนะ สวยงามจริง ๆ ฐานถะเดิม
พระธรรม นะจ๊ะ ใช้สำหรับเผาพระคัมภีร์หรือ
ข้อความในพระศาสนาไงล่ะ”
“ทำไมต้องเผาพระคัมภีร์ด้วยล่ะคะ ก็
บาปแย่ซิคะ”
น้าน้อยยิ้ม คงขำฉันที่ทำเป็นคนกลัว
เขียวละ สลักลายอย่างจีนงดงามเช่นกันแล้วอะ | บาปกลัวกรรมขึ้นมา
หยักริมฉลุลายราวกับชายผ้าปักฉลุ เจ้าอาวาส
ปัจจุบันต้องการให้ถะนี้งามสง่าและเกรงจะทรุด
ไปพร้อมกับพื้นอย่างที่เคยเป็น เพราะใกล้น้ำ
จึงได้ทำฐานหินอ่อนทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสรองรับ
“ถ้าพระคัมภีร์ใบลานหรือกระดาษมัน
มันกร่อน หรือปลวกมันแทะจนไม่น่าจะนำ
มาใช้อีก จะเก็บไว้ทำไม รังแต่จะเป็นเชื้อเพลิง
หรือแหล่งปลวกมหาภัย”
“อ๋อ แล้วจะโยนทิ้งก็ไม่ดี จะเผารวมกับ
ฐานแปดเหลี่ยมเดิมอีกทีหนึ่ง สลักลายหยิก (บน) สุสานพระธรรม
หยักเล็กน้อยพอให้กลืนกับองค์ละจะ หรือเรือนไฟ ข้างซุ้ม
ใกล้กับถะ ในแนวเดียวกันทั้งด้านเหนือ เสมาหลังพระอุโบสถ
และใต้ มีเก๋งจีนขนาดย่อมคู่หนึ่งมีรูปร่างคล้าย
บ้านหลังน้อยทำด้วยหินจากเมืองจีน ตั้งบน
ฐานหินซึ่งโค้งเล็กน้อยทำให้ดูเหมือนบ้านนั้น
ลอยอยู่ในน้ำ ด้านหน้าเจาะหน้าต่างโค้งเกือก
ม้าเข้ากับซุ้มเสมาได้ดี ด้านหลังเป็นผนังทึบ
สลักนูนเป็นลายต้นไม้ ดอกไม้ และนกยูง
สวยงามน่ารักมาก ภายในมีพระพุทธรูปปาง
สมาธิ สลักนูนติดอยู่กับแผ่นหิน หันหน้าไป
ทางเหนือและด้านใต้ด้านละองค์
“นิภาลักขณ์ เก๋งน้อยนี้เขาเรียกว่า สุสาน
ขยะก็ไม่เหมาะ เพราะเราถือว่าพระคัมภีร์เป็น
ตำรับตำราเป็นของควรบูชา ก็จำต้องสร้างที่
เผาเฉพาะใช่มั้ยคะ”
“ใช่จ้ะ นิภา บางทีก็เรียกว่า เรือนไฟ นะ
ตามศาลเจ้าจีนเขามีเรือนไฟ เป็นรูปน้ำเต้าทา
สีแดงออกบานเย็น หลานเคยเห็นมั้ย” เมื่อ
เรารับคำ น้าน้อยก็อธิบายต่อไปว่า “เขามีไว้
ใช้เผากระดาษเงินกระดาษทองหรือแผ่นกระดาษ
เขียนคำอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว”
“อ๋อ...” ทั้งพี่นิภา และฉันถึงบางอ้อ
พร้อมกัน ด้วยนึกภาพออกเพราะเคยเห็น
อ่านต่อฉบับหน้า
มิถุนายน ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๘๗