ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระพรรษา
เ
เมื่อกล่าวถึงเทศกาลเข้าพรรษา ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ ก็มักจะนึกถึงการที่ชายไทยซึ่งมี
อายุครบ ๒๐ ปีแล้ว จะได้ก้าวเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยต่าง ๆ ถือเป็นประเพณีการบวชที่ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมานาน
ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมตัวนำเอาหลักธรรมที่ได้ไปใช้ในการครองชีวิต หลังจากที่ต้องสิกขาลาเพศ
ออกมาใช้ชีวิตทางโลก ดังกลอนบทหนึ่งที่กล่าวไว้ในหนังสือนิราศเดือนว่า
“ถึงเดือนแปดแดดอับพยับฝน ฤดูดลพระพรรษาเข้ามาขวาง
จวนจะบวชเป็นพระสละนาง อยู่เหินห่างเห็นกันเมื่อวันบุญ”
ๆ
ต้นเหตุของเทศกาลเข้าพรรษา ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุสงฆ์ท่าน
พักฝน เมื่อนึกไปถึงเมื่อครั้งพุทธกาล ในสมัยที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร
พระองค์ยังมิได้ทรงบัญญัติการจำพรรษาไว้แก่พระภิกษุ มีภิกษุบางกลุ่มได้พากันจาริกไปในที่ต่าง
คนทั้งหลายก็พากันติเตียนว่า การที่พระภิกษุต้องจาริกไปในที่ต่าง ๆ โดยไม่หยุดพักนั้น เป็นเหตุให้
พากันเหยียบย่ำข้าวกล้าเสียหาย ทั้งเป็นการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ด้วย แม้แต่พวกนกหนู ก็ยัง
รู้จักทำรังตามต้นไม้ในฤดูฝน แต่พระภิกษุนั้นยังจาริกไปทั้งฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว ไม่มีการหยุด
พิกเลย
ภิกษุทั้งหลายได้ยินค่าติเตียนเช่นนั้น จึงนำความเข้าไปกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระ
พุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาตลอด ๓ เดือน โดยทรงกำหนดว่า วันเข้าพรรษามีอยู่
๒ วัน คือ วันเข้าพรรษาต้นและวันเข้าพรรษาหลัง วันเข้าพรรษาต้นนั้นได้แก่ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน
๔ ส่วนวันเข้าพรรษาหลังคือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙
พระภิกษุโดยทั่วไปจะอยู่จำพรรษาจนครบถ้วนไตรมาส โดยไม่ไปค้างคืนที่อื่นเลย แต่เมื่อมี
เหตุจำเป็นก็สามารถไปประกอบภารกิจที่จำเป็นได้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีเหตุผลตามพระ
โดย เสน่ห์ ธรรมยิ่ง
๑๖ กัลยาณมิตร กรกฎาคม ๒๕๓๕
อ่านต่อหน้า ๒๖