ข้อความต้นฉบับในหน้า
รมย์นั้นมาสิ้นสุดลงเมื่อขบวนเสด็จมา
ถึงที่แห่งหนึ่งอันเป็นที่อาศัยบำเพ็ญตบะ
อย่างฤาษี ทุกคนได้มองเห็นฤาษีตน
หนึ่งกำลังบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้ามีไฟ
ล้อมรอบตัวถึง ๕ กอง เจ้าชายวัดโศก
ผู้มีพระทัยโน้มเอียงในทุกรกิริยาและการ
บำเพ็ญพรตของพวกเดียรถีย์อยู่แล้ว จึง
เสด็จเข้าไปหา กราบลงแทบเท้าของ
ฤาษีนั้นโดยอาการคารวะแล้วถามว่า
“โอ ท่านผู้เจริญ! ท่านอยู่ใน
ป่านี้มานานสักเท่าไร”
“ยุพราช! อาตมาอยู่ในป่านี้มา
๑๒ ปีแล้ว” ฤๅษีตอบ
“ท่านบริโภคอะไรเป็นอาหาร?”
วีตโคกถาม
“ผลไม้และเหง้า"
คนนั้นก็ได้มาก ตั้งใจศึกษาพระธรรม จนได้ พระองค์ได้ประจักษ์ด้วยพระองค์
วินัยมากก็เข้าใจมาก นำมาปฏิบัติได้มาก เองแล้วว่า พระพุทธศาสนาที่สมเด็จ
คนไหนสนใจน้อยก็ได้น้อย ไม่สนใจเลย พระสัมพุทธเจ้าทรงประกาศนั้น เป็นคำ
ก็ไม่ได้เลย เพราะความดีเป็นของกลาง สอนที่ประเสริฐบริสุทธิ์ เพียบพร้อมด้วย
ถึงพี่จะอธิบายให้ยืดยาว ถ้าเธอไม่พร้อม เหตุผล และมีผลเป็นอัศจรรย์แก่ผู้ปฏิบัติ
ที่จะเชื่อก็เสียเวลาเปล่า”
ว่า
“ก็ใจมันยังไม่เชื่อนี่” เจ้าชายน้อย
คาม
วันหนึ่ง พระเจ้าอโศกเสด็จ
ใบดากะ (คากรอง)”
ฤาษีตอบ
“ท่านปกปิดกายด้วยอะไร?”
“ด้วยผ้าขี้ริ้ว (ผ้าบังสุกุล) และ
“และที่นอนของท่านเล่า?”
"อาตมานอนบนกอหญ้าสด”
“น่าเลื่อมใส” วัดโศกอุทาน
นิ่งกันไปครู่หนึ่ง เหมือนไม่ทราบ
จะตรัสถามอะไรต่อ
“โอ ท่านผู้เจริญ! อภัยข้าพเจ้า
ประพาสป่า มีอัครมหาเสนาบดีรัฐคุปต์ เถิด ในการบำเพ็ญพรตของท่าน ณ ที่นี้
“ก็ไม่เป็นไร” พระเจ้าอโศกตรัส และข้าราชบริพารบางส่วนตามเสด็จด้วย มีอะไรรบกวนท่านบ้างไหม? หมายถึง
“ความเชื่อไปบังคับมันได้เมื่อไร ต้อง ศีขริน ชาลินี และเวณุบาลได้ตามเสด็จ สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อการบำเพ็ญพรตของ
ปล่อยให้มันเชื่อเอง ความไม่เชื่อไม่เป็นไร อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา พระราชาทรง ท่าน?”
ขออย่าไปทำชั่วเท่านั้น”
ชักชวนเจ้าชายวัดโศก-พระอนุชาให้ตาม ฤาษีเงียบอยู่ขณะหนึ่ง มีอาการ
ลังเลเล็กน้อย ในที่สุดจึงทูลว่า “มี
พระเจ้าอโศก ทรงสนทนากับ เสด็จด้วย
พระมารดาอีกพักหนึ่งแล้วเสด็จกลับ ตั้ง การเสด็จประพาสป่าครั้งนั้นให้ เหมือนกัน ยุพราช”
พระทัยไว้ว่า จะหาทางให้พระอนุชา ความสุขความรื่นรมย์แก่พระราชาและ
วีตโศกหันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา ข้าราชบริพารทุกหมู่เหล่า และความรื่น
“อะไร ท่านผู้เจริญ?”
“คราวใดอาตมาได้เห็นกวางสมัคร