ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระวิหารมีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประดิษฐานบน
แท่นตั้งเป็นระยะ ๆ เคยมี ๖๐ องค์นะ ก็นับฐาน
ไงล่ะ เดี๋ยวนี้ไม่ถึงหรอก ก็มีคนใจบาปหยาบ
ช้างัดกุญแจเข้ามาตัดเศียรพระไปบ้าง ยกไปทั้ง
องค์บ้าง บางคนก็มือแสนบอนขูดขีดพระพักตร์
หักยอดพระเมาลีบ้าง หักพระกรบ้าง น่าสลดใจ
จริง ๆ นะ ไม่รู้คนพวกนั้นมีศาสนารึเปล่า เลย
ทำให้นึกถึงบทพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๓ ที่ยัง
นำมาใช้ได้จนบัดนี้ที่ว่า
“ทุกวันนี้มีแต่พาลสันดานหยาบ
ประพฤติบาปไปเสียสิ้นแผ่นดินกระฉ่อน”
เฮ้อ! แล้วฉันก็บังอาจสงสารเจ้าอาวาส
ที่จะต้องรับภาระพยายามหาทุนรอนมาซ่อม
แซมอยู่เสมอ น้าน้อยบอกว่าดูจากลักษณะ
พระพุทธรูปที่เหลืออยู่ น่าจะเป็นฝีมือช่าง
เชียงแสนและช่างสุโขทัยนะ เข้าใจว่ารัชกาล
ที่ ๓
คงมีพระราชประสงค์จะทำพิพิธภัณฑ์
พระพุทธรูปแสดงสกุลช่างหล่อพระต่าง ๆ
ของไทยกระมัง จึงโปรดให้นำมาประดิษฐานที่
พระระเบียง
บริเวณลานภายในรอบพระวิหารพระ
นอน มีพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองถึง ๓๒ องค์
เพิ่งได้รับการปฏิสังขรณ์และทาสีใหม่ ยังขาว
สะอาดเอี่ยมอยู่เลยจ้ะ
หลังคาพระวิหาร มองด้านหน้าและ
หลังเห็นซ้อนกัน ๒ ชั้น ก็จริงอยู่ แต่ด้าน (บน) พระเจดีย์ย่อ
ข้างลดเป็น ๔ ระดับนะ มุงกระเบื้องเคลือบ มุมไม้สิบสอง
ไทยแบบเดียวกับพระอุโบสถ และไม่มีช่อฟ้า ๓๒ องค์ บริเวณ
ใบระกา หางหงส์เช่นกัน
ฉันคิดว่า หน้าบันพระวิหารก็งามไม่น้อย
แต่ไม่งามเท่าหน้าบันพระอุโบสถ ซึ่งตกแต่ง
ด้วยตุ๊กตากระเบื้องเคลือบสีรูปต่าง ๆ ทำให้
ดูมีชีวิตชีวา ส่วนหน้าบันพระวิหารฯ เป็นลาย
ปูนปั้นระบายสีมากกว่า มีถ้วยชามกระเบื้อง
เคลือบประดับบ้างตามขอบเท่านั้น มาทราบ
ลานล้อมพระวิหาร
พระพุทธไสยาสน์
T
สงครามโลก เงินวัดก็ไม่ค่อยมี จึงปั้นปูนแปะ
ติดแล้วลงสีแทน
อย่างไรก็ตาม ก็พอจะบอกเบญจ์ได้ว่า
หน้าบันทางทิศใต้นั้นด้านล่างเป็นรูปมังกร
ว่ายน้ำพ่นไฟเข้าหากัน โดยมีเก๋งจีนเล็ก ๆ
คั่นกลาง ข้าง ๆ ยังมีสิงโตและกิเลน เหนือ
ขึ้นไปตรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วเป็นลายดอก
เบญจมาศ นกบิน เซียนขึ้นก (พี่นิภาบอกนะ)
ตรงกลางทำเป็นวงกลม มีรูปไก่อยู่ตรงกลาง
ส่วนด้านเหนือก็คล้ายกับทิศใต้ แต่ตรงกลาง
จากหนังสือว่าเคยชำรุดทรุดพังลงมา ทางวัด
หากระเบื้องแบบเดิมไม่ได้ ด้วยเป็นสมัย
เป็นรูปไก่ฟ้าแทนจ้ะ เอ...ไม่รู้ว่ารัชกาลที่ ๓
ประสูติปีระกาหรือเปล่า ว่าง ๆ ต้องไปคว้าที่
๔๐ กัลยาณมิตร กรกฎาคม ๒๕๓๕