ข้อความต้นฉบับในหน้า
๑๐ และกุศลกรรม ๑๐ ก็ได้
ในทางโลก มีความจำเป็นในการประเมินผลงานของ ท่ามกลางเสนา หรือในท่ามกลางราชสกุล ถูกผู้อื่นนำไป
ตนเป็นประจำฉันใด ในทางธรรมที่มีความจำเป็นในการ เป็นพยานซักถามว่า มาเถิดบุรุษผู้เจริญ ท่านรู้สิ่งใดจงพูด
ประเมินผลแห่งการกระทำของตนเป็นประจำฉันนั้น ซึ่ง สิ่งนั้น ดังนี้ บุคคลนั้นเมื่อไม่รู้กล่าวว่ารู้ หรือเมื่อรู้กล่าวว่า
อาจจะประเมินด้วยการตรวจสอบกับหลักธรรมอกุศลกรรม ไม่รู้ เมื่อไม่เห็นกล่าวว่าเห็น หรือเมื่อเห็นกล่าวว่าไม่เห็น
ดังนี้ เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งรู้ เพราะเหตุแห่งตน เพราะเหตุ
การกระทำในทางชั่วทางต่ำอันเป็นบาปรวมเรียกว่า “แห่งผู้อื่น หรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อย ด้วยประการ
อกุศลกรรม การกระทำในทางดี ทางประเสริฐอันเป็นบุญ
รวมเรียกว่า กุศลกรรม เรื่องอกุศลกรรม และกุศลกรรมนี้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้หลายแห่งเช่น ในจุนทสูตร
เป็นต้น ซึ่งทรงเปรียบเทียบอกุศลกรรม เป็นความไม่สะอาด
และกุศลกรรมเป็นความสะอาด ความว่า
“ดูก่อนจุนทะ (ชื่อของบุรุษเจ้าของสวนมะม่วง
ใกล้เมืองปาวา) ความไม่สะอาดทางกายมี ๓ อย่าง ความ
ไม่สะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง ความไม่สะอาดทางใจมี ๓
อย่าง
ดูก่อนจุนทะ ก็ความไม่สะอาดทางกายมี
อย่างไรเล่า
ด
อย่าง
ดูก่อนจุนทะ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีปกติฆ่า
สัตว์ หยาบช้า มีมือชุ่มด้วยโลหิต ตั้งอยู่ในการฆ่าและการ
ทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต
เป็นผู้ถือเอาสิ่งของที่เราไม่ได้ให้คือ ถือเอาวัตถุอัน
เป็นอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่น ซึ่ง
อยู่ในบ้านหรืออยู่ในป่าที่เจ้าของมิได้ให้ ด้วยจิตเป็นขโมย ๑
เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม คือ เป็นผู้ถึงความประพฤติ
ล่วงในสตรีที่มารดารักษา บิดารักษา พี่ชายน้องชายรักษา
พี่สาวน้องสาวรักษา ญาติรักษา ธรรมรักษา สตรีมีสามี มี
กฎหมายรักษา โดยที่สุดแม้สตรีผู้ที่บุรุษคล้องแล้วด้วยพวง
มาลัย (หมายถึงการหมั่นหมาย) ๑
ดูก่อนจุนทะ ความไม่สะอาดทางกายมี ๓ อย่าง
อย่าง แล
อย่างไร
ดูก่อนจุนทะ ความไม่สะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง
ดูก่อนจุนทะ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีปกติ
พูดเท็จ คือเขาอยู่ในสภาในบริษัท ในท่ามกลางญาติ ใน
ดังนี้ ๑
เป็นผู้พูดส่อเสียด คือฟังข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้น
เพื่อทำลายคนหมู่นี้ หรือฟังข้างโน้นแล้วมาบอกข้างนี้ เพื่อ
ทำลายคนหมู่โน้น ยุยงคนทั้งหลายผู้สามัคคีกันให้แตกกัน
หรือส่งเสริมชนทั้งหลายผู้แตกกันแล้ว ชอบความแยกกัน
ยินดีความแยกกัน เพลิดเพลินในความแยกกัน กล่าวแต่ค่า
ที่ทำให้แยกกัน
เป็นผู้พูดคำหยาบ คือกล่าววาจาที่หยาบคาย กล้า
แข็ง ท่าให้ผู้อื่นข้องใจ เดือดร้อนแก่ผู้อื่น ใกล้ต่อความโกรธ
ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ ๑
เป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ คือกล่าวไม่ถูกกาล กล่าวไม่จริง
กล่าวไม่อิงอรรถ ไม่อิงธรรม ไม่ถึงวินัย กล่าววาจาไม่มี
หลักฐาน ไม่มีที่อ้าง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
โดยกาลไม่ควร ๑
ดูก่อนจุนทะ ความไม่สะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง
อย่างนี้แล
เล่า
ดูก่อนจุนทะ ความไม่สะอาดทางใจมี ๓ อย่าง อย่างไร
ดูก่อนจุนทะ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้อยากได้
ของผู้อื่น คือ อยากได้วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่อง
ปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่นว่า ไฉนหนอ วัตถุเป็นอุปกรณ์
66
แล้วบุญนี้ เป็นกิจเร่งด่วนที่ต้องรีบทำอีกด้วย เพราะถ้าใจ
อยู่ในบุญ บาปก็จะเข้ามาในจิตใจ ไม่ได้ แต่ถ้าใจไม่ใฝ่อยู่
ในบุญ บาปก็จะคืบคลานเข้ามาทันที
ธันวาคม ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๒๕