ข้อความต้นฉบับในหน้า
อาหารให้ครบถ้วน โดยรับประทาน
ประทานอาหารให้เป็น
ให้ได้ธาตุ
๔.วิญญาณาหาร (อาหารคือ ละเอียดไปหล่อเลี้ยงเช่นเดียวกัน อา
วิญญาณ)
ในเรื่องอาหาร ๔ นี้ หลวงพ่อ
วัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี) ผู้
คัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด เผือก มัน ค้นพบวิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้า
อาหารให้ครบ ๕ หมู่ ดังนี้
๑.หมู่ข้าว มีธาตุน้ำตาลเป็นสำ
น้ำตาล และของหวานต่าง ๆ (ย่อย
แล้วเป็นกลูโคส)
๒.หมู่เนื้อ มีธาตุเนื้อเป็นสำคัญ
และยังมีเกลือแร่ และวิตามินอีกด้วย
ได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ นม ไข่
ปลา หอย และพืชตระกูลถั่วทุกชนิด
(ย่อยแล้วเป็นกรดอะมิโน)
ต.หมู่ไขมัน มีธาตุไขมันเป็น
สำคัญ และมีวิตามินที่ละลายในน้ำมัน
ด้วยได้แก่ น้ำมันพืชสัตว์ ไข่แดง นม
เนย และมะพร้าว (ย่อยแล้วเป็นกรด
ไขมันและกลิสเซอรอล)
๔.หมู่ผัก มีเกลือแร่ วิตามิน
และเส้นใยเซลลูโลส ช่วยมิให้ท้องผูก
๔.หมู่ผลไม้ มีเกลือแร่ วิตามิน
และธาตุน้ำตาล
และที่ขาดไม่ได้นั่นคือ น้ำ นั่น
เอง น้ำจะทำให้เซลล์ทุกเซลล์สดชื่น
ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล
มนวล ระบบ
การย่อยดี การขับถ่ายดี และบำบัด
โรคได้นานาชนิด
อาหาร 4 ประเภท
ในเรื่องเกี่ยวกับ “อาหาร” นั้น
ในทัศนะของพระพุทธศาสนามีความรู้
ลึกซึ้งกว้างไกล จนสามารถจําแนก
อาหารออกได้เป็น
ได้อธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า
“สังขารโลกคือ โลกที่มีอาหาร
เป็นปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่คำว่า อาหาร
รัฏฐิติกา สัตว์อยู่ได้เพราะอาหาร
ปรนปรือ อาหารแปลว่า ประมวล
มาหรือเครื่องปรนปรือ และแบ่งออก
เป็น 2 ประเภทคือ ๑.กวฬิงการาหาร
๒.ผัสสาหาร ๓.มโนสัญเจตนาหาร
๔.วิญญาณาหาร
กวฬิงการาหาร หมายความว่า
อาหารที่เป็นคำ ๆ เช่นค่าข้าว ส่วน
ละเอียดของอาหารคือ โอชะ หรือที่
เรียกกันอย่างใหม่ ๆ ว่าวิตามินนั้นเข้า
ไปปรนปรือร่างกาย จึงเป็นปัจจัยให้
สัตว์ดำรงชีวิตอยู่ได้ สัตว์ทั้งหลายกิน
อาหารหยาบมาก และละเอียดต่างกัน
เป็นพวก ๆ เช่น จระเข้ กินอาหาร
หยาบมาก
แม้ก้อนหินหรือสัตว์ตัว
ใหญ่ ๆ แต่แล้วก็มีโอชะไปหล่อเลี้ยง
ร่างกายมันได้ นกยูงกินแมลงต่าง ๆ
ทั้งตัว สุนัขในแทะกินกระดูกสัตว์ที่
แข็ง ๆ ช้างม้าโคกระบือกินหญ้าและ
ใบไม้ของหยาบ ๆ ก็มีโอชะไปหล่อเลี้ยง
ร่างกายมันได้ มนุษย์กินอาหารละเอียด
กว่าสัตว์ที่กล่าวมาเป็นชั้น ๆ เช่นราษ
ๆ
หารละเอียดเป็นที่สุด แต่อยู่นอกโลก
นี่เป็นการสาวหาเหตุผลประกอบเป็น
ลำดับชั้นไป มิใช่ตำรับตำราโดยตรง
แม้ในพวกเทวดากันเองก็มีอาหารละ
เอียดต่างกันเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป ภุมเทว
ดามีอาหารหยาบกว่าพวกเทวดาอื่น ถัด
ขึ้นไปขั้นยามาและอื่น ๆ ละเอียดยิ่ง
กว่ากันขึ้นไปทุกชั้น การกินอาหาร
ของพวกเทวดามีอาหารเหมือนเราฝัน
แล้วก็มีความอิ่มเอิบไปตามระยะเวลา
แต่ระยะเวลานานกว่ามนุษย์ต่างกันเป็น
ลำดับขึ้นไป
ค
อาหารเป็นปัจจัยให้เกิดรูป มี
โอชะเป็นคำรบ ๘ คือ ปฐวี อาโป เตโช
วาโย วัณโณ คันโธ โส โอชา ซึ่ง
เรียกว่า กลาปรูปคือรูปเกิดจากอาหาร
เป็นคำ ๆ นี้จำพวกกวฬิงการาหาร
ผัสสาหาร ได้แก่ผัสสะทั้ง 5 คือ
ผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ผัสสะแปลว่าความกระทบ เช่นเมื่อ
รูปมากระทบตาก็เกิดขึ้นเรียกว่า จักขุ
สัมผัส อีก ๕ อย่างก็เช่นกัน ผัสสะนี้
เป็นอาหารเพราะประมวลให้เกิดเวทนา
หรือปรนปรือให้เกิดเวทนา ๓ ผัสสะ
ที่เกิดจากกระทบอารมณ์ที่ดีก็ให้เกิด
สุขเวทนา กระทบอารมณ์ชั่วก็ให้เกิด
ทุกขเวทนา อารมณ์ไม่ดีไม่ชั่วก็ให้เกิด
อุเบกขาเวทนา ดังเช่นพระสารีบุตร
ยืนกั้นร่มให้พระศาสดาได้เป็นเวลา ๗
ฎรสามัญกินหยาบกว่าพระมหากษัตริย์ วัน โดยไม่หิวโหย ก็เพราะผัสสาหาร
พวกเทวดากินอาหารละเอียดกว่ามนุษย์ อย่างนี้ สัตว์นรกดำรงชีพรับเคราะห์
๑.กวฬิงการาหาร (อาหารหล่อ
อย่างที่เรียกว่า ทิพย์ ก็คือโอซะส่วน
เลี้ยงกาย)
๒.ผัสสาหาร (อาหารคือผัสสะ)
๓.มโนสัญเจตนาหาร (อาหาร
ละเอียดของอาหาร พวกพรหมละเอียด
ยิ่งกว่าเทวดาอีก มีจักรพรรดิคอยปรน
ปรือ แม้เลยชั้นรูปพรหม อรูปพรหม
ขึ้นไปคือถึงชั้นนิพพาน ก็มีอาหารส่วน
คือความจงใจ)
กรรมอยู่ได้ก็เพราะผัสสาหารทางชั่ว
คนนอนหลับอยู่ได้ก็ด้วยผัสสะชนิดให้
เกิดอุเบกขาเวทนา...”
มโนสัญเจตนาหาร ได้แก่การ
คิดอ่านทางใจ มโนสัญเจตนาหารนี้
ธันวาคม ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๒๕