ข้อความต้นฉบับในหน้า
เป็นอาหารประมวลมาซึ่งภพ คือ
๓
กามภพ รูปภพ อรูปภพ แล้วแต่เจตนา
คือมุ่งไปเกาะภพไหน เมื่อประกอบ
ถูกส่วนก็ไปสู่ภพนั้น เจตนาเป็นตัว
กรรมได้ ในบาลีว่า เจตนาห์ ภิกขเว
วทามิ ซึ่งแปลความว่า ดูกรภิกษุทั้ง
หลาย เรากล่าวว่าเจตนานั้นเองเป็น
ตัวกรรม คนที่ทำกรรมเป็นกุศล สุคติ
ภาพย่อมคอยท่ารับรองอยู่ และคนที่
ทำกรรมเป็นอกุศล ทุคติภพก็ย่อม
คอยท่ารับรองเขาอยู่เหมือนกัน
วิญญาณาหาร วิญญาณแปลว่า
ความรู้แจ้ง ๆ เป็นอาหารชนิดหนึ่ง
เหมือนกัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เหล่านี้เป็นที่รับรองของวิญญาณ ๆ ย่อม
มีรสในอารมณ์ 5 อย่างไม่ว่าอย่างใด
อย่างหนึ่ง วิญญาณจึงเป็นอาหาร
ประมวลให้เกิดนามรูปได้ ในคำว่า
วิญญาณ ปจฺจยา นามรูป ซึ่งแปลว่า
วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป..
แบ่งปันกันกิน
คนไทยเป็นบุคคลที่มากไปด้วย
น้ำใจ จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก มี
ประเพณีวัฒนธรรมของคนไทยที่เป็น
เครื่องยืนยันได้ เช่น การตักบาตร
ชาวพุทธไทยจะนำอาหารถวายพระ
ภิกษุสงฆ์ก่อนที่ตนจะบริโภค นอก
จากนี้ยังแบ่งปันให้บ้านใกล้เรือนเคียง
อย่างมีความสุขใจ และเมื่อบ้านใกล้
เรือนเคียงมีอะไรก็แบ่งปันกันไปมา
เช่นนี้ไป ด้วยน้ำใจอันงามอย่างไม่
รู้จักหมดสิ้น ประดุจดังญาติที่ยิ่งด้วย
ญาติ ซึ่งอาจสรุปสั้น ๆ ด้วยคำของ
หลวงพ่อวัดปากน้ำที่ว่า “กินคนเดียว
ไม่พอกิน กินมากคนกินไม่หมด” ซึ่ง
ได้ประพฤติตามพระบาลีที่ว่า
๑๖ กัลยาณมิตร ธันวาคม ๒๕๓๕
ธีโร โกเค อธิคมุม สงฺคณฺหาติ
ง ญาตเก
เตน โส กิตติง ปปโปติ เปจจ
สคเค ปโมทติ
ผู้มีปรีชาได้โภคะแล้ว ย่อมสูง-
เคราะห์หมู่ญาติ เพราะการสงเคราะห์
นั้นเขาย่อมได้เกียรติ เมื่อละโลกไป
ย่อมบันเทิงในโลกสวรรค์
กินพอดี
(ขุ.ชา.๒๗/๖๐๕)
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธ
เจ้า ทรงสอนให้พุทธสาวกทั้งบรรพชิต
และฆราวาส มีความพอดีในการบริ
โภคอาหาร ดังพระบาลีที่ว่า โภชเน
มตฺตญฺญุตา (รู้จักประมาณในการบริ
โภค) มาตัญญุตา จ ภตฺตสฺมิง (เป็น
ผู้รู้ประมาณในภัตตาหารด้วย) เป็นต้น
โดยถือหลักว่า อีก ๔-๕ คำจะอิ่ม ให้
หยุด แล้วดื่มน้ำไล่อาหาร ซึ่งอยู่ระหว่าง
การเดินทางให้ลงสู่กระเพาะก็จะอิ่มพอ
ดี ดังโอวาทส่วนหนึ่งของพระภาวนา
วิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว รองเจ้า
อาวาสวัดพระธรรมกาย) ว่า
“แม้ที่สุด มีฟันไว้เคี้ยวอาหาร
ใครที่ไม่ชอบเคี้ยว
ม่ชอบเคี้ยว ขยอก ๆ กลืนส่ง
พวกนี้นั่งสมาธิไม่ดี ทำไม! เพราะว่า
พระพุทธองค์ท่านสั่งนักสั่งหนา อีก
๔-๕ คำจะอิ่มให้หยุดเสีย อย่าตะ
ตะบันกินเข้าไป เพราะความจริงน่ะ
อิ่มแล้ว แต่ว่าอาหารยังเดินไม่ถึง
กระเพาะ กำลังอยู่ที่หลอดคอ อยู่
แถว ๆ กลางอก ยังมาไม่ถึงกระเพาะ
ถ้าดื่มน้ำลงไปครึ่งแก้วค่อนแก้ว ไล่
อาหารลงกระเพาะก็จะอิ่มพอดี คราว
นี้ถ้าอีก ๔-๕ คำแล้ว ถ้าใครกินจนจุก
ก็เกินไปเป็นสิบ คำ คนพวกนี้
ๆ
นอกจากจะอ้วนยังไม่พอ ขณะที่คน
อื่มนอนหลับสบาย หมอนี่นอนไม่
สบายหรอก ลำาไส้มันต้องย่อยต่อ
ต้องบีบ ตัวเรานอนพัก แต่ลำไส้ไม่
ได้พัก ตื่นเช้าขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่นอนพอ
ตื่นเช้าขึ้นมาก็เพลียลำไส้ไม่ได้พักด้วย
ลำไส้ทำงานทั้งคืน นอนพอก็เพลีย
นี่กินไม่เป็นก็เดือดร้อนอย่างนี้
"
บางคนเคี้ยวไม่ละเอียด เมื่อ
ฟันเปรียบเหมือนไม่หยาบ ไม่เกี่ยว
ให้ละเอียด กลืนขยอก ๆ ลงไป ผล
สุดท้าย พวกกระเพาะลำไส้ทำงาน
หนักทั้งคืน ผลสุดท้ายตื่นเช้าขึ้นมา
ก็เพลีย เพลียแล้วนั่งสมาธิเมื่อไหร่ก็
ง่วง เมื่อไหร่ก็คอตกหลับ หรือดื่ม
น้ำน้อยไป กินข้าวแล้วไม่ค่อยดื่มน้ำ
ใครที่เคยโม่แป้ง เวลาที่โม่แป้ง ไม่
แห้ง ๆ แล้วไม่ค่อยเดินหรอก ถ้าน้ำ
หยอดลงไปแล้ว ไม่ลื่นเลย เช่นกัน
ใครที่กินข้าวมาก แล้วดื่มน้ำน้อย ก็
เหมือนไม่แห้ง ๆ ลำไส้ต้องทำงาน
หนัก แต่ใครดื่มน้ำมากพอประมาณ
ด้วย ลำไส้ก็ทำงานไม่หนักนัก นอน
ก็หลับ ลำไส้ก็ได้พักผ่อน ตื่นขึ้นมา
แต่เช้ามืดก็คืนได้ ร่างกายกระปรี้
กระเปร่าพร้อมจะนั่งสมาธิ ไม่หงุด
หงิดไม่ฟุ้งซ่านไม่หลับ เดี๋ยวก็เข้าถึง
ธรรมะได้...”
4 4
พระพุทธองค์เคยเปรียบเทียบ
เรื่องเกี่ยวกับการบริโภคให้พอดีว่า
“ร่างกายนี้ เปรียบเหมือนม้า
ที่คนใช้เพื่อเดินทางไกล เจ้าของ
ม้าต้องฉลาดในการบำรุงเลี้ยงม้าของ
คน ไม่ให้มันผอมจนไม่มีแรง แต่ก็
ไม่ให้อ้วนจนวิ่งไม่ไหว ควรเลี้ยงให้
พอเหมาะ ให้เป็นม้าที่แข็งแ
คล่องแคล่วใช้งานได้ดีไม่เจ็บป่วยง่าย”
งแรง อดทน