ข้อความต้นฉบับในหน้า
ในพงศาวดาร ร.๔ ว่าครั้งนั้น ร.๔ นิมนต์พระสงฆ์
มาฉันที่พระที่นั่งไชยชุมพล (ตรงข้ามกระทรวงกลาโหม ร.๔
สร้างไว้เพื่อดูขบวนแห่ ดังเห็นในรูปตอน ๒) แล้วจึงเสด็จ
พระราชดำเนินไปไหว้พระแก้วมรกต แล้วกลับมาพระที่นั่ง
ไชยชุมพล มีโขนและการละเล่นต่างๆ หน้าพระที่นั่ง
ดูในพระที่นั่งทรงผนวชแล้ว ผู้เขียนนึกสงสัยภาพ ที่นั่งไชยชุมพล แล้วจึงประชวรสวรรคต ผู้เขียนอยากจะรู้
บริเวณซีกซ้ายบน ซึ่งวาดเป็นเรือกลไฟจักรข้างกำลังเทียบ ว่าอาจารย์จุลทัศน์ตีความจากหนังสือเล่มไหน หลังจากเสีย
ท่าริมฝั่งแม่น้ำ มีขบวนแห่กำลังมาจากพลับพลาหลังหนึ่ง เวลาพลิกหนังสืออยู่นานพอสมควรแล้วก็ทราบว่า มาจาก
ฉากหลังดูเป็นแนวป่า
พระราชพงศาวดาร ร.๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (
ถัดมาอีกหน่อยเป็นรูปเรือกลไฟจักรข้างจอดอีกท่าหน้า บุนนาค ที่คลังวิทยาเคยเอามาตีพิมพ์ แต่บัดนี้หาอ่านได้
กำแพงวัด นอกกำแพงด้านซ้ายมีขบวนแห่ขบวนหนึ่ง ใน ยากแล้ว)
ใจผู้เขียนนึกถึงตอน ร.๔ และสามเณรสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬา
ลงกรณ์ เสด็จพิษณุโลกด้วยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช ดัง
มีกล่าวในพงศาวดาร ร.๕ เพราะบรรยากาศในรูปเป็นเรื่อง
ของแม่น้ำ มิใช่การออกทะเล ภาพการออกทะเลนั้นจิตรกร
ทุ่มให้ในผนังครึ่งขวาบน ดังแลเห็นเรือกลไฟจักรข้างกำลัง
แล่นฝ่าคลื่นลมและค่ายหลวงปรากฏชัดอยู่ เพราะฉะนั้น
จึงอยากให้หลาย ๆ ท่านช่วยกันตรวจสอบผนังครึ่งซ้ายอีก
ตอนที่ 4 หักมุมมาอีกผนัง ทางวัดตั้งชื่อว่า ธรณี
ร่ำไห้ และพูดแต่เรื่อง ร.๔ เสด็จสวรรคตเรื่องเดียว มีการ
ประดิษฐานพระบรมศพไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ในขณะที่อาจารย์จุลทัศน์อ่านเพิ่มเติมออกไปว่า (บนซ้าย) เมื่อ
ร.๔ กลับถึงกรุงเทพฯ แล้ว ก็โปรดให้สมโภชพระแก้วมรกต
ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีการละเล่นต่างๆ หน้าพระ
(ภาพ ๔,๕) กล่าวกันว่าเป็นตอนเตรียมการเสด็จหว้ากอ ร.๙ ประ
ทับบนพลับพลาข้างซ้าย โปรดดูภาพขยาย หมายเลข ๕ เจ้าพระยา
บรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) กำลังขึ้นบันได โปรดดูภาพขยาย
หมายเลข ๖
(ภาพ 5) ภาพขยายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
ขุนนางคนสำคัญที่สุด
(ภาพ ๒) ภาพตอนที่ ๕ “ธรณีร่ำไห้” คือตอน ร.๙ เสด็จสวรรคต เมื่อ
วันที ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ หลังกลับจากหว้ากอ
(ภาพ ๔) บนคือพระที่นั่งไชยชุมพล ถัดลงมาคือพระอุโบสถวัดพระ
แก้ว แลเห็นคนโกนหัวทุกคน อันแสดงถึงการไว้ทุกข์
(ภาพ ๔) ภาพตอน ๕ ปีกบนขวา แลเห็นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ที่ประดิษฐานพระบรมศพ ร.๙ กับพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท
บนกำแพงแก้ว ริมประตูตรงกลาง แลเห็นชายหญิงโกนหัวไว้ทุกข์
(ภาพ ๑๐) พระที่นั่งอนันตสมาคม มีขุนนางโกนหัวไว้ทุกข์ประชุมอยู่
ด้านหลังที่เห็นเป็นตึกสี่เหลี่ยม มีดาดฟ้า มีระเบียงล้อมรอบดาดฟ้า
คือพระที่นั่งภาณุมาศจำรูญ ซึ่ง ร.๙ เสด็จสวรรคตที่นี่
(ภาพ ๑๑) สันหลังคาพระที่นั่งอนันตสมาคม (ซื้อหมดแล้ว) ที่ทำเป็น
รูปวงรี กับดาดฟ้าพระที่นั่งภาณุมาศจำรูญ
ในภาพครึ่งบน เราเห็นพระที่นั่งไชยชุมพล และพระ
อุโบสถวัดพระแก้วจริง ถัดไปทางขวา เห็นพระที่นั่งดุสิต
มหาปราสาท (ที่เราสมัยนี้เคยไปถวายบังคมพระบรมศพ
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีกัน) เห็นพระที่นั่งอาภรณ์
พิโมกข์ปราสาท ซึ่งที่ตั้งบนกำแพงแก้วเป็นที่ขึ้นลงพระราช
ยาน เห็นคนแต่งขาวกลุ่มหนึ่งกับโศกตรงศาลาเล็กระหว่าง
พระที่นั่งทั้งสอง
เช่นนี้จะเอาอย่างไรกันแน่ ที่แรกผู้เขียนนิยมไปทาง
อาจารย์จุลทัศน์เพราะเห็นว่ามีรูปวัดพระแก้ว พระที่นั่ง
ไชยชุมพลตรงตามพงศาวดาร ร.๕ ติดขัดก็แต่ว่าจะเอารูป
ซีกขวาไปไว้กับงานสมโภช หรืองานประดิษฐานพระบรมศพ
ร.๕ เท่านั้น
ตรงนี้ต้องแก้ต้นฉบับกลับไปกลับมาหลายเที่ยว จน
นึกถึงเรื่องทรงผมของคนขึ้นมา คือคิดได้ว่าถ้าเป็นงานสม
โภชขุนนางทั้งซีกซ้ายและซีกขวา ก็ต้องหัวดำ เพราะยังไม่
โกนหัวไว้ทุกข์ ได้พยายามเอากล้องขยายส่องรูปทันที
(ยากเย็นอยู่สักหน่อยเพราะบังเอิญไม่ได้ถ่ายเจาะ) สรุปว่า
ส่องดูอย่างไรก็เห็นเป็นแต่รูปคนโกนหัวแล้วทั้งสองซีก (ระ
บายสีบริเวณผมเป็นสีเทา ไม่ใช่สีดำอย่างรูปอื่นๆ) อีก
ประการหนึ่งได้ปรึกษากับ ศรัณย์ ทองปาน เขาให้เหตุผล
ประกอบว่า โดยทั่วไปจิตรกรต้องแสดงแกนของเรื่องออก
มาเด่นชัด เช่นถ้าเขียนเรื่องสมโภชพระแก้ว ก็ควรเห็นอะไร
คึกคักมากกว่านี้ สุดท้ายจึงเห็นพ้องต้องกันว่า รูปนี้ควร
เป็นอย่างที่ทางวัดบรรยายไว้ คือว่าด้วยเหตุการณ์ตอน ร.๔
เสด็จสวรรคตเรื่องเดียว
กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๕๙ ๙๙