ข้อความต้นฉบับในหน้า
พัดจัดได้พัดเอาปราสาท ๓ ชั้นของ
นางปฏาจาราได้เคยเห็นพระปทุมุต กายของตนปราศจากผ้านุ่งห่มปิด
กายก็เกิดความอาย จึงได้ทรุดตัว
ภรรยา และบุตรชายตาย ศพของ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้ทรงวินัย ลงนั่ง ขณะนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งโยนผ้า
ทั้งสามคนนั้นถูกเผาบนเชิงตะกอน นางจึงทำคุณความดีแล้วตั้งความ ห่มไปให้นาง เมื่อนางได้นุ่งผ้าเรียบ
เดียวกันควันไฟยังปรากฏอยู่โน่นไง” ปรารถนาไว้ว่า “ขอหม่อมฉันจึงได้ ร้อยแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัม
นางปฏาจาราได้ประสบกับ ตำแหน่งเลิศกว่าพระเถรีผู้ทรงวินัย พุทธเจ้า ถวายบังคมด้วยเบญจางค
ความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ทั้งหลายในสำนักของพระพุทธเจ้า ประดิษฐ์แทบพระบาททั้งสองของ
ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันถึงสามครั้ง เช่นเดียวกับพระองค์เถิด” พระ พระพุทธองค์ แล้วกราบทูลว่า “ขอ
ร่างกายและจิตใจอันบอบช้ำของนาง ปทุมุตตรพุทธเจ้าทรงเล็งอนาคตังสะ พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งแก่หม่อมฉัน
ได้ประมวลเอาความโหดร้ายของชีวิต ญาณไป ก็ทรงทราบว่าความปรา
ไว้กดดันจนเกิดเป็นพิษขึ้น ภายใน รถนาของนางจะเป็นผลสำเร็จ จึง
สมอง ร้องทุกข์ให้เจ้าของร่างลืมทุก ทรงพยากรณ์ว่า “ในอนาคตกาล
สิ่งทุกอย่างเสียสิ้น บัดนี้นางปฎา หญิงผู้นี้จะเป็นเลิศกว่าพระเถรีผู้ทรง
จาราได้เสียสติไปแล้ว แม้ผ้าที่นั่ง วินัยทั้งหลาย และมีนามว่าปฏาจา
อยู่หลุดลงมากองกับพื้นดินก็มิได้รู้สึก ว่าในสมัยของพระสมณโคดมสัมมา- ตะกอนเดียวกัน”
ท่านเศรษฐีโค่นลง ทับท่านเศรษฐี ตรพุทธเจ้า ทรงตั้งพระเถรีรูปหนึ่ง
ตัว เดินเซชวนร้องไห้รำพันแต่เพียง
ว่า “บุตรสองคนของฉันตายเสียแล้ว
เถิดพระพุทธเจ้าข้า เพราะว่าเหยี่ยว
เดี๋ยวบุตรคนหนึ่งของหม่อมฉันไป
คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป สามีตายในป่า
เปลี่ยว บิดามารดาและพี่ชายถูก
เรือนทับตาย เขาเอาไปเผาบนเชิง
สัมพุทธเจ้า”
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ทรงสดับคำของ
นางแล้ว ตรัสด้วยพระสุรเสียงอัน
ใครก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งของนางได้” จึง
สามีของฉันก็ตายในป่าเปลี่ยว บิดา ทรงเห็นนางปฏาจาราเดินมาแต่ไกล เปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณว่า
มารดาและพี่ชายของฉันก็ถูกเขาเอา จึงทรงดำริว่า “เว้นแต่เราเสียแล้ว
ไปเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน” นาง
เดินพลางร้องพลางและร้องอยู่แต่ ทรงนำจิตให้นางเดินตรงมาสู่เขตวัน
เพียงเท่านี้ ผู้คนทั้งหลายเห็นนาง
มหาวิหาร ครั้นนางปฏาจาราเดิน
แล้วก็พากันเข้าใจว่าเป็นบ้า บางคน เข้ามาใกล้วิหาร ผู้คนทั้งหลายก็พา
เอาหยากเยื่อและฝุ่นโปรยลงบน
ศีรษะของนาง บ้างก็เอาก้อนดิน
ขว้างปาใส่ และขับไล่ต่างๆ นานา
ในเวลานั้น พระสัมมาสัม
กันร้องห้ามและขับไล่นางว่า “ท่าน
ทั้งหลาย อย่าให้หญิงบ้านี้เข้ามา
พระพุทธองค์ทรงเห็นเหตุ
การณ์แล้วจึงตรัสว่า “พวกท่านจง
พุทธเจ้าประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ หลีกไปก่อน อย่าห้ามนางเลย ให้
ท่ามกลางบริษัท ๔ ในพระเชตวัน
นางเข้ามาเถอะ” เมื่อนางปฎาจารา
มหาวิหาร ได้ทอดพระเนตรเห็น เข้าไปใกล้แล้ว พระสัมมาสัมพุทธ
นางปฏาจารา ก็ทรงทราบด้วยพระ เจ้ารับสั่งว่า “จงกลับได้สติเถิด น้อง
ญาณว่า นางเป็นผู้บำเพ็ญบารมี หญิง”
มาแล้วแสนกัลป์ อันจะทำให้เป็นผู้ ด้วยพุทธานุภาพของพระ
ทรงอภินิหารอย่างเยี่ยมยอด ด้วย พุทธองค์ นางปฏาจาราจึงกลับได้
ในกาลแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า สติคืนมาในบัดดล ครั้นแลเห็นร่าง
๑๐๔ มีนาคม ๒๕๓๗ กัลยาณมิตร
“อย่าคิดมากเลยปฏาจารา
เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เกิดมาใน
วัฏฏสงสาร ที่จะต้องพบกับความ
พลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักอยู่
ร่ำไป ดังที่บุตรคนหนึ่งของเธอถูก
เหยี่ยวเฉี่ยวไป คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป
บิดา
สามีต้องตายในป่าเปลี่ยว
มารดาและพี่ชายถูกเรือนทับตายนั้น
น้ำตาของคนที่ร้องไห้เพราะความ
พลัดพรากจากคนรักนั้น มากมาย
ยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ เสียอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ปฏาจารา เหตุใดเธอ
จึงยังประมาทอยู่ เมื่อเธอได้มาพบ
ผู้ที่สามารถจะเป็นที่พึ่งที่อาศัยของ
เธอได้เช่นนี้ เธอควรที่จะรีบไขว่คว้า
เอาไว้มิใช่หรือ”
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า