ข้อความต้นฉบับในหน้า
บันเทิงกับธรรมะ
โดย : พรรณี โรจนธรรมกุล
จ
น ๓ น ฤ
าก ๒๐.๐๐ น. ถึง ๒๒.๐๐ น. เวลา ๒ ชั่วโมงเต็ม
ของคืนวันอังคารที่ 6 มกราคมปีนี้ ผู้เขียนได้ไปดูโขน
“จินตนฤมิต” เรื่อง “รามเกียรติ์” ณ “เฉลิมกรุงรอยัล
เธียเตอร์” ในชื่อที่คนรุ่นเก่าคุ้นเคยกันดีว่า “โรงหนังเฉลิมกรุง”
หรือ “ศาลาเฉลิมกรุง” นั่นเอง
โขนจินตนฤมิต เป็นศิลปการแสดงขั้นสูงของไทย
บนเวที ซึ่งจัดเข้าลักษณะการแสดงที่เรียกว่า “โขนฉาก”
อันเป็นวิวัฒนาการลำดับสุดท้ายของโขนที่เกิดขึ้นในปลาย
สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้วนำระบบแสง... สี... เสียง.... จากเทคโน
โลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ เพื่อช่วยให้ฉากการเหาะเหิรเดิน
อากาศ.. หายตัว... แหวกว่ายในน้ำ และดำดิน เป็นไป
อย่างสมจริงสมจัง ให้ทั้งความเพลิดเพลินตื่นตาตื่นใจตั้งแต่
ต้นไปจนจบ
“รามเกียรติ์” จัดเป็นวรรณคดีชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของ
ไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ ที่มีเค้าโครงบทประพันธ์บางตอน
มาจากเรื่อง “รามายณะ” ของอินเดีย ซึ่งมีหลายฉบับ
แตกต่างกัน แต่ฉบับของ “วาลมิกิ” ถือว่าเป็นคัมภีร์ที่
ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิฮินดูเลยทีเดียว
๑:
รามเกียรติ์ในโขนจินตนฤมิต มีด้วยกัน ๔ ฉาก
ฉากนารายณ์ปราบนนทุก
ก่อนตาย
อสูรเทวบุตรนั้นทุก ไปเฝ้าขอประทานพรให้มีนิ้ว
เพชรจากพระอิศวร ได้มาแล้วก็กำเริบไล่รังแกเทวดา-นางฟ้า
พระอิศวรจึงต้องสั่งพระนารายณ์ลงไปปราบ
นนทุกว่าที่ตนแพ้ เพราะมีเพียง ๒ มือ พระนารายณ์จึง
สาปให้นนทุกไปเกิดเป็นทศกัณฐ์ มี ๑๐ หัว ๒๐ มือ แล้ว
จะทรงอวตารเป็นมนุษย์มาปราบให้ได้
รามเกียรติ์ของไทยนั้น ผู้ประพันธ์ได้กำหนดแนว ๒ : ฉากพระรามตามกวาง-สีดาหาย
พฤติกรรม บทบาทและทางเลือกของตัวละครในภาวะต่างๆ
ยักษ์มารีสแปลงเป็นกวางทองมาลวง นางสีดาทูล
ที่สะท้อนให้เห็นหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาว่า ในที่สุด พระรามไปตามจับมาให้ มารีสถูกศรพระรามยิงแกล้งร้อง
แล้วธรรมะย่อมชนะอธรรม
พระรามเป็นฝ่ายธรรมะ ทศกัณฐ์เป็นฝ่ายอธรรม
เป็นเสียงพระราม ให้พระลักษณ์มาช่วย ทศกัณฐ์ได้ที่มา
ลักนางสีดาไป
๑๑๖ มีนาคม ๒๕๓๓ กัลยาณมิตร