ข้อความต้นฉบับในหน้า
ICE
VIS
TX
4867
FO KG NET
ROS KEY
GO KO NET
กุลีช่วยกันขนข้าวจากโรงสีลงเรือ (ได้รับความอนุเคราะห์สถานที่ถ่ายภาพจาก บริษัทโรงสีไฟนครหลวง จำกัด จ.พระนครศรีอยุธยา)
เฉลียวใจอะไร จนกระทั่งเรือวิ่งมาได้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งเป็น
ที่เปลี่ยวปลอดบ้านเรือน
เรือสองตอนล่า เดิมโผล่มาขนาบข้างเรือของทิดชิ้น
แล้วคนบนเรือก็พยายามจะข้ามมา ทิดชิ้นเห็นท่าไม่ดีจึง
เร่งเครื่องเรือเต็มที่ พร้อมใช้เท้าถีบกราบเรือสองตอนให้
ถอยห่างออกไป พลางตะโกนว่า
“เอ้ย!! พวกเอ็งจะเอายังไงนี่”
คนบนเรือก็ถามสวนมาว่า “บ้านแพนไปทางไหนล่ะ”
ทิดชิ้นแปลกใจ เพราะคนท้องทุ่งภาคกลางนี้จะ
ต้องรู้จักบ้านแพนดี เพราะเป็นชุมทางค้าขายสินค้า และ
ท่าเรือเมล์ กับทั้งนึกถึงพิรุธของเรือล่า นี้ จึงรวบรวมกำลัง
ถีบเรือสองตอนให้ถอยห่างออกไป แล้วกระโดดเข้าไปคว้า
มีดในเรือ
คนบนเรือสองตอนคงคิดว่า ทิดชิ้นเข้าไปคว้าปืน
จึงถอยเรือออกห่างไป
ทิดชิ้นก็ไม่รู้ว่า คนเหล่านี้จะมาปล้นเรือหรือเปล่า
เพราะส่วนใหญ่นักปล้นมักซุ่มปล้นเรือ ขาส่องกลับมาจาก
โรงสีมากกว่า แต่มันก็เป็นเหตุการณ์ร้ายที่ผ่านเข้ามาใน
ชีวิตพ่อค้าเรือข้าวของทิดชิ้น
ส่วนชีวิตพ่อค้าเรือข้าวของเด็กน้อยอายุ 45ปี อย่าง
หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ สมัยเป็นฆราวาสนั้น ก็ม่านเหตุ
การณ์ร้ายคล้ายอย่างนี้มาเหมือนกัน
หลวงพ่อได้เล่าเหตุการณ์ครั้งนั้น ไว้ในบันทึกประ
วัติชีวิตของท่านว่า
“...ในระหว่างขายข้าวแล้ว น่า เรือเปล่ากลับบ้าน
ได้เข้าลัดที่คลองบางอีแท่น เหนือตลาดใหม่ แม่น้ำนคร
ไชยศรี จังหวัดนครปฐม ในลัดนี้ไม่ไกลนัก แต่พวกโจร
ชุกชุม พอเข้าลัดไปเล็กน้อย ก็มาคิดแต่ในใจของตัวว่า
“คลองก็เล็กโจรก็ร้าย ท้ายเรือก็เข้าไล่เลี่ยกับฝั่ง ไม่
ดาไม่สูงกว่ากันเท่าไรนัก น่าหวาดเสียวอันตราย เมื่อโจร
มาก็ต้องยิง หรือท่า ร้ายคนท้ายก่อน ถ้าเขาทำ เราเสียได้
ก่อน ก็ไม่มีทางที่จะสู้เขา ถ้าเราเอาอาวุธปืนแปดนัดไว้
ทางหัวเรือ แล้วเราไปถ่อเรือทางลูกจ้างเลีย เมื่อโจรมาทำ
ร้าย เราก็จะมีทางสู้ได้บ้าง
คิดดังนี้แล้ว ก็เรียกลูกจ้างที่ถ่อเรือแถบท้ายมาถือ
ท้าย เราออกไปถือแทน
ต่อเรือไปก็คิดไป เรือก็เดินเข้าไปหาที่เปลี่ยวหนัก
ชิ้นทุกที ความคิดก็ถี่ชิ้นว่า ลูกจ้างที่เราจ้างมานี้ คนหนึ่ง
กัลยาณมิตร
๒๖
พฤษภาคม ๒๕๓๙